การชักนำต้นกระท่อมพันธุ์ก้านแดงด้วยสารออริซาลินให้กลายพันธุ์

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

เพชรลดา ธานีรัตน์, วรรณวิสา คิดขยัน

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ซัลวาณีย์ เจ๊ะมะหมัด, ทัศน์ปองคุณ ดาราจร

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนเบญจมราชูทิศ

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2565

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานการชักนำต้นกระท่อมพันธุ์ก้านแดง (Mitragyna speciosa (Korth.) Havil.) ด้วยสารละลายออริซาลินให้เกิดการกลายพันธุ์ เพื่อศึกษาความเข้มข้นของสารละลายออริซาลินและระยะเวลาในการแช่สารละลายที่เหมาะสมต่อการรอดชีวิตของต้นกระท่อมพันธุ์ก้านแดง และเพื่อศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาของต้นกระท่อมพันธุ์ก้านแดงที่ถูกชักนำด้วยสารละลายออริซาลิน พบว่า เมื่อแช่สารละลายที่ความเข้มข้น 0.25 ไมโครโมลาร์ เป็นเวลา 30 และ 45 นาที มีอัตราการรอดชีวิตมากที่สุด ซึ่งเมื่อเพิ่มความเข้มข้นของสารละลายและระยะเวลาในการแช่สารละลายต้นกระท่อมจะมีอัตราการรอดลดลง และจากการทดลองเพื่อศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาของต้นกระท่อมพันธุ์ก้านแดงที่ถูกชักนำด้วยสารละลายออริซาลิน พบว่า เมื่อแช่ต้นกระท่อมพันธุ์ก้านแดงในสารละลายเป็นเวลา 30 นาที ที่ความเข้มข้น 0.25 ไมโครโมลาร์ ส่งผลให้ต้นกระท่อมมีความสูงมากที่สุด ใบมีขนาดตามยาวและตามขวางมากที่สุด ทั้งยังมีขนาดตามขวางของเซลล์คุมมากที่สุด ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และ เมื่อศึกษาขนาดยาวของเซลล์คุมจะมีความยาวมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากที่ความเข้มข้น 0.50 ไมโครโมลาร์ที่เวลา 30 นาที แต่ที่ความเข้มข้น 0.25 และ 0.50ไมโครโมลาร์ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ลักษณะสัณฐานวิทยาของต้นกระท่อมพันธุ์ก้านแดงที่ถูกชักนำด้วยสารละลายออริซาลิน 0.25 ไมโครโมลาร์ เป็นเวลา 30 นาที ได้แก่ ความสูง ขนาดตามขวางและตามยาวของใบ ขนาดตามขวางและตามยาวของเซลล์คุม มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับที่ไม่ได้แช่ในสารละลายออริซาลิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเข้มข้นและเวลาในการแช่สารละลายออริซาลินดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดการกลายพันธุ์เหมาะสมต่อการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์เพราะใช้เวลาในการแช่ที่น้อยและใช้สารเคมีมีที่ความเข้มข้นต่ำ ซึ่งมักจะส่งผลให้เกิดพฤษเคมีภายในเซลล์พืชเพิ่มขึ้นซึ่งมีแนวโน้มเช่นเดียวกับงานวิจัยของ (สลิลดา และคณะ, 2552) (ธีระพงษ์, 2555) และ (วชิราพรรณ และคณะ, 2552) ซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อปลูกในเชิงพาณิชย์ต่อไป