ศึกษาปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อการแตกยอดของผักพื้นบ้าน เพื่อการประยุกต์ใช้

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

อนุพงษ์ ขันแข็ง, วราภรณ์ ระวิเวช

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ชุมพล ชารีแสน, วีระชัย วรรณวิชิต

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนดอนจานวิทยาคม

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2563

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

เนื่องจากในช่วงหน้าแล้ง ในพื้นที่ อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ มีปริมาณของผักพื้นบ้านลดน้อยลง และมีราคาที่สูงขึ้น ประกอบกับดินส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นดินร่วนปนทราย เก็บความชื้นได้น้อย ธาตุอาหารต่ำ และมีน้ำใช้อย่างจำกัด คณะผู้จัดทำจึงสนใจแก้ปัญหาดังกล่าวจึงได้ส่งเสริมการเจริญเติบโตและผลผลิตของผักพื้นบ้าน โดยใช้ระบบให้น้ำแบบอัตโนมัติควบคู่กับแผ่นคลุมดินจากใบก้ามปู 1) เพื่อศึกษาสมบัติดินที่เหมาะสมกับการแตกยอดของผักพื้นบ้าน 2) เพื่อศึกษาวัสดุคลุมดินที่มีผลต่อการเก็บความชื้นดินที่เหมาะสมของผักพื้นบ้าน 3) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของระบบให้น้ำแบบอัตโนมัติ ที่ส่งผลต่อการแตกยอดของผักพื้นบ้าน จากการศึกษาปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อการแตกยอดของผักพื้นบ้าน เพื่อการประยุกต์ใช้ โดย ศึกษาสมบัติดินบริเวณที่มีต้นผักพื้นบ้าน พบว่า สมบัติดินบริเวณที่มีต้นผักพื้นบ้านทั้ง 3 ชนิดมีสมบัติดินที่ใกล้เคียงกัน โดยมีความชื้นดินอยู่ระหว่าง 26.67-31.67% อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20.3-20.6 องศาเซลเซียส ค่า pH อยู่ระหว่าง 6.0-6.1 ไนโตรเจน 75 ppm ฟอสฟอรัสอยู่ระหว่าง 5.5-5.8 ppm และ โพแทสเซียม 75 ppm เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นดินกับการแตกตายอดของผักพื้นบ้าน พบว่า การให้น้ำต้นผักพื้นบ้านในปริมาณ 1000-1500 ลูกบาศก์เซนติเมตร/วัน ส่งผลให้ผักพื้นบ้านมีการแตกตายอดได้มากที่สุดและใกล้เคียงกัน ความชื้นดินอยู่ในระดับ 44-53% เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการตัดแต่งกิ่งกับการแตกยอดของผักพื้นบ้าน พบว่า ปริมาณยอดของผักพื้นบ้านที่ตัดแต่งกิ่งแล้วรดน้ำตามปกติมีปริมาณตา/ต้นมากที่สุด และเมื่อควบคุมความเข้มแสงในระดับที่แตกต่างกัน พบว่า ความเข้มแสงในระดับ 685 Lux ส่งผลให้ยอดของผักพื้นบ้านมีการเจริญเติบโตได้ดีและมากที่สุด เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำหน้าผิวดิน จึงได้ประดิษฐ์แผ่นคลุมดิน พบว่า แผ่นคลุมดินจากใบก้ามปูที่มีอัตราส่วนของตัวประสาน 100 : 300 ml ส่งผลต่อสมบัติดินที่เหมาะแก่การปลูกพืชมากที่สุด คือ ค่า pH เท่ากับ 6.0 ไนโตรเจน 50 ppm ฟอสฟอรัส 4 ppm และโพแทสเซียม 50 ppm และเมื่อศึกษาการเก็บความชื้นดินของวัสดุคลุมดินที่แตกต่างกัน พบว่า วัสดุคลุมดินมีการเก็บรักษาความชื้นดินที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 แต่เมื่อเปรียบเทียบรายคู่ของการทดลอง พบว่า การใช้แผ่นคลุมดินจากใบก้ามปูและการใช้แผ่นคลุมพลาสติกในการรักษาความชื้นดิน สามารถเก็บความชื้นดินได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับ .05 พร้อมตรวจวัดมวลวัชพืช พบว่า การใช้วัสดุคลุมที่ต่างกันพบปริมาณวัชพืชแตกต่างกัน โดย ดินที่ไม่มีวัสดุคลุมมีปริมาณวัชพืชมากที่สุดคือ 1.73 กรัม รองลงมาคือ การใช้ฟางข้าว พบวัชพืช 1.10 กรัม และการใช้แผ่นคลุมดินจากใบก้ามปูและการใช้แผ่นคลุมพลาสติกไม่พบวัชพืช คือ 0.00 กรัม จึงนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับระบบอัตโนมัติ การปลูกผักพื้นบ้านที่ใช้แผ่นคลุมดินจากใบก้ามปูร่วมกับระบบน้ำแบบอัตโนมัติสามารถควบคุมความชื้นดินอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมแก่การปลูกผักพื้นบ้าน คือความชื้นอยู่ในระดับ 45-50% ส่งผลให้ปริมาณยอดของผักพื้นบ้านใช้แผ่นคลุมดินจากใบก้ามปูร่วมกับระบบน้ำแบบอัตโนมัติมีปริมาณของผักพื้นบ้านมากกว่าการปลูกแบบเกษตรกร