การศึกษาประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระจากแคโรทีนอยด์ในน้ำมันปาล์มดิบที่มีผลต่ออายุการเก็บรักษาของน้ำยาง

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

กฤตวัฒถน์ สังข์ขาว, อภินัทธ์ เสนดี

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

พรพรรณ โฉมวงษ์

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2563

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

น้ำยางสดที่กรีดได้จากต้นยางพาราจะคงสภาพเป็นน้ำยางอยู่ได้เพียงระยะเวลาอันสั้น ส่งผลทำให้เกษตรกรไม่สามารถนำน้ำยางสดไปแปรรูปเป็นยางแผ่นได้ โครงงานนี้จึงได้การศึกษาประสิทธิภาพของการสารต้านอนุมูลอิสระจากแคโรทีนอยด์ในน้ำมันปาล์มดิบต่ออายุการเก็บรักษาน้ำยาง และดัชนีความอ่อนตัวของแผ่นยาง ในส่วนของเนื้อในปาล์มน้ำมัน ที่ความเข้มข้นของเมทาโนลิกโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ความเข้มข้นร้อยละ 40 จะได้ความเข้มข้นของแคโรทีนอยด์มากที่สุด (1.671 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักปาล์มน้ำมัน) ซึ่งวิเคราะห์ปริมาณบีตาแคโรทีนโดยใช้วิธี สเปกโตรโฟโตเมทรี ขั้นตอนแรก ศึกษาผลแอคติวิตี้ของเอนไซม์พอลิฟีนอลออกซิเดสในน้ำยาง จากนั้นนำไปทดสอบทางสถิติ (Single factor ANOVA) ขั้นตอนที่สาม ศึกษาผลของประสิทธิภาพของการสารต้านอนุมูลอิสระจากแคโรทีนอยด์ต่ออายุการเก็บรักษาน้ำยาง ด้วยสารสกัดจากปาล์มน้ำมัน ที่ความเข้มข้น 0.002, 0.02, 0.1, 0.2 และ 0.4 g/ml ตามลำดับ โดยใช้แอมโมเนีย และ โซเดียมซัลไฟต์ (ยากันกรอก) ที่ความเข้มข้น 0.001, 0.002, 0.004, 0.01 และ 0.1 g/ml ตามลำดับ ขั้นตอนที่สาม ศึกษาออกซิเดชันของยางในบรรยากาศออกซิเจน ด้วยเครื่องบอมบ์แคลอริมิเตอร์โดยผลิตภัณฑ์แก๊สที่ได้จะเก็บใสในกระเปาะเก็บแก็สแล้วนำไปวิเคราะห์องศ์ประกอบด้วยเครื่องแก๊สโครมาโทกราฟ (Gas Chromatograph) และคำนวณร้อยละผลได้ของผลิตภัณฑ์แก๊ส และขั้นตอนที่สี่ ทำการศึกษาผลการทดสอบดัชนีความอ่อนตัวของแผ่นยางพบว่า เมื่อใช้สารแอมโมเนีย และ โซเดียมซัลไฟต์เนื้อยางมีค่าดัชนีความอ่อนตัวสูง ทำให้ยางมีโอกาสเสื่อมสภาพได้ไว แต่เมื่อใช้สารสกัดจากปาล์มน้ำมัน พบว่ายางมีค่าดัชนีความอ่อนตัวต่ำ ทำให้ยางเสื่อมสภาพช้าลง ซึ่งการนำไปใช้ควรเลือกใช้ปาล์มน้ำมันที่มีความเข้มข้น 0.002 g/ml