การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของดินที่มีผลต่อสมบัติ ของอิฐดินเผามวลเบาจากเถ้าชานอ้อย
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
ณดาพัณ อภัยโส, จิดาภา ยุทธนาปกรณ์, จารุวิทย์ งามดี
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
ธีระวุฒิ จันทะพันธ์
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
อิฐดินเผาหรืออิฐมอญ เป็นพื้นฐานสำคัญในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนมาเป็นระยะเวลายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ โดยวัตถุดิบหลักสำหรับสำหรับการผลิต คือดินเหนียวผสมกับวัสดุอื่นๆ เช่น ทราย ขี้เลื้อย แล้วขึ้นรูปโดยการอัดในแบบหรืออัดรีด แล้วเผาที่อุณหภูมิประมาณ 700 -1000 องศาเซลเซียส สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสามารถหาได้ในท้องถิ่นทั่วไป กระบวนการผลิตไม่ซับซ้อนทำให้มีการผลิตอย่างแพร่หลาย สมบัติที่โดดเด่นของอิฐดินเผาคือมีความแข็งแรงสูง และมีความหนาแน่นมาก รวมทั้งมีความทนทานและสามารถใช้งานได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แต่ข้อเสียของอิฐดินเผาคือมีน้ำหนักมากเนื่องจากมีความหนาแน่นสูง กันความร้อนและเสียงได้ไม่ดีนัก มีความเป็นฉนวนความร้อนต่ำเมื่อเทียบกับอิฐมวลเบา ซึ่งอิฐมวลเบาเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอิฐดินเผาในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามข้อเสียของอิฐมวลเบาคือมีความแข็งแรงต่ำ
จากปัญหาของอิฐดินเผาและอิฐมวลเบา ที่มีสมบัติแตกต่างกันด้านจุดเด่นและจุดด้อย จึงได้มีการพัฒนาวัสดุชิ้นใหม่ที่มีสมบัติอยู่ระหว่างอิฐดินเผาและอิฐมวลเบา คือ อิฐดินเผามวลเบา โดยอิฐดินเผามวลเบา จะมีกระบวนการและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเหมือนกับอิฐดินเผา แต่ในการผลิตจะมีการเติมวัตถุดิบที่ช่วยทำให้เกิดความพรุนตัวระหว่างเผาเข้าไป จะเกิดการสลายตัวระหว่างการเผา ทำให้เกิดความพรุนตัวในเนื้ออิฐดินเผา ซึ่งจะส่งผลให้อิฐดินเผามีความหนาแน่นลดลง และมีความเป็นฉนวนความร้อนสูงเนื่องจากมีความพรุนตัว จากผลการวิจัยพบว่า การเติมเถ้าชานอ้อยลงไปร้อยละ 40 และเผาที่อุณหภูมิ 1000 องศาเซลเซียส เป็นปริมาณที่ดีที่สุดในการผลิตอิฐดินเผามวลเบา
คณะผู้จัดทำจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาสมบัติของอิฐดินเผามวลเบาโดยเปรียบเทียบองค์ประกอบทางเคมีของดินในบริเวณที่ต่างกันที่มีผลต่อสมบัติของอิฐดินเผามวลเบา