เยลลี่ขัดฟันจากสาร tannin ในเปลือกกล้วยน้ำว้าดิบเพื่อยับยั้งเชื้อ Strephylococcus mutans ภายในช่องปากของเด็กวัยก่อนเรียน

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ภัทรานิษฐ์ ไมตรีจิตต์, มณีรัตน์ บุญนุ่ม, สุภาวดี ธูปหอม

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

อธิคุณ จันทโยธี

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนสามโคก องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2560

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ตามข้อมูลกรมอนามัย พบว่า เด็กไทยในวัยเรียน ช่วงอายุระหว่าง 5- 12 ปี มีปัญหาฟันผุกว่าครึ่ง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเด็กในวัยนี้ชอบกินขนมขบเคี้ยวและดื่มน้ำอัดลม เป็นสาเหตุของปัญหาฟันผุ เพราะมีส่วนผสมของแป้งและน้ำตาล ขณะที่เด็กจำนวนน้อยเท่านั้น ที่ผู้ปกครองให้ความสนใจในการรักษาความสะอาดในช่องปากและสอนเด็กให้สามารถแปรงฟันได้อย่างถูกวิธี เนื่องจากไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากในเด็ก เพราะมักมีความเข้าใจว่าสามารถรอให้โตก่อนจึงค่อยให้ความสำคัญ พฤติกรรมการกินอาหารของเด็กในวัยเรียนและการขาดความเอาใจใส่จากผู้ปกครองดังกล่าวเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฟันผุ

ในช่องปากของมนุษย์ มีเชื้อประจำถิ่นอยู่ในปาก เมื่อเชื้อเหล่านี้โตขึ้น และเกิดการเมตาโบลิซึม จะทำให้เกิดแผ่นคราบจุลินทรีย์ขึ้นบนส่วนต่างๆ ของช่องปาก หากสภาวะในช่องปากเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น สภาวะกรด แบคทีเรียที่สามารถทนกรดได้ ทำให้ Streptococcus mutans จะเจริญมากขึ้น และจะทำให้แบคทีเรียตัวอื่นๆ ตายลง S.mutans เป็นแบคทีเรียที่มีความสามารถในการทนกรดและผลิตกรดได้ โดยเมื่อมนุษย์รับประทานน้ำตาลเข้าไป โดยเฉพาะ น้ำตาลทราย หรือน้ำตาลซูโครส เชื้อจะนำน้ำตาลที่ได้ไปหมัก กลายเป็น กรดแลคติก และทำให้สภาวะในช่องปากเป็นกรด กรดที่เกิดขึ้นจะทำให้แร่ธาตุที่อยู่ในฟันเกิดการละลายตัว และนำไปสู่การเกิดโรคฟันผุในที่สุด ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสาร tannin หรือฝาดชา เป็นสารที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนรสฝาด ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อ S.mutans

ดังนั้นทางคณะผู้จัดทำจึงมีความประสงค์ที่จะจัดทำโครงงานเรื่อง เยลลี่ขัดฟันจากสาร tannin ในเปลือกกล้วยน้ำว้าดิบเพื่อยับยั้งเชื้อ S.mutans ภายในช่องปากของเด็กวัยก่อนเรียน อย่างไรก็ตาม ปัญหาฟันผุในเด็กเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งการป้องกันฟันผุในเด็กเล็กโดยวิธีการใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียวมักไม่ได้ผล จึงต้องทำควบคู่กันไปทั้งกลวิธีทางชุมชน การดูแลโดยทันตบุคลากรและการดูแลโดยครอบครัว ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน และควรทำผสมผสานร่วมกับโปรแกรมสุขภาพด้านอื่นๆ อย่างองค์รวม เพื่อให้ยิ้มของเด็กไทยสดใส