การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวที่มีผลต่อการรักษาสภาพ การกักเก็บน้ำ และอัตราการงอกของเมล็ดพะยูง

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ตริตาภรณ์ ปรีชานุวัฒน์, ชัชฎา สุขะตุงคะ

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ทิชากร สัตย์จริง

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2561

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ภายในฝักของกระเจี๊ยบเขียว (Abelmoschus esculentus L. Moench) ประกอบไปด้วนสารจำพวกพอลิแซ็กคาไรด์ในปริมาณสูงทำให้กระเจี๊ยบเขียวมีลักษณะเป็นเมือก สามารถการดูดซับความชื้นซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยในการงอกของเมล็ดพืชได้ คณะผู้จัดทำมีความสนใจที่จะนำเอาเมือกกระเจี๊ยบเขียวมาหุ้มเมล็ดพะยูงเพื่อช่วยเพิ่มความชื้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาเปรียบเทียบผลของอัตราส่วนระหว่างเมือกกระเจี๊ยบเขียวต่อซิลิก้าเจล ที่มีผลต่อการรักษาสภาพ การกักเก็บน้ำ และอัตราการงอกของเมล็ดพะยูง โดยมีวิธีการทดลอง คือ ทำการสกัดเมือกกระเจี๊ยบเขียวเผื่อผสมกับซิลิก้าเจลในอัตราส่วน 0 : 4 , 1 : 3 , 2 : 2 , 3 : 1 และ 4 : 0 โดยเมือกกระเจี๊ยบเขียว 1 ส่วนมีน้ำหนัก 25 กรัม และซิลิก้าเจล 1 ส่วนมีน้ำหนัก 25 กรัม จากนั้นนำเมล็ดพะยูงมาชุบและทำซ้ำจนมีความหนาพอควร จากนั้นนำไปทดสอบคุณสมบัติ ได้แก่ การทดสอบการรักษาสภาพด้วยการนำเมล็ดที่หุ้มด้วยเมือกกระเจี๊ยบเขียววางทิ้งไว้ในสภาพอุณหภูมิห้องและสังเกตการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง รูปทรงและลักษณะเมล็ดพะยูง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ทดสอบการกักเก็บน้ำด้วยนำเมล็ดพะยูงที่หุ้มด้วยเมือกกระเจี๊ยบเขียวในอัตราส่วนต่างๆ มาชั่งน้ำหนักและนำไปวางทิ้งไว้บนกระดาษเพื่อดูการซึมออกของน้ำ และชั่งน้ำหนักทุกวันเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อหาปริมาณน้ำที่ระเหยออกไปเปรียบเทียบเพื่อแสดงคุณสมบัติการดูดซับน้ำ และทดสอบอัตราการงอกของเมล็ดด้วยนำเมล็ดพะยูงที่หุ้มด้วยเมือกกระเจี๊ยบเขียวในอัตราส่วนต่างๆ ชนิดละ 100 เมล็ดมาเพาะและวัดจำนวนต้นที่งอกในระยะเวลา 1 เดือน จากนั้นนำมาคิดเป็นร้อยละเพื่อเปรียบเทียบในแต่ละชุดการทดลอง เพื่อหาอัตราส่วนของน้ำตาลที่สามารถทำให้เมือกกระเจี๊ยบเขียวมีคุณสมบัติที่เหมาะสมแก่การนำมาหุ้มเมล็ดพะยูงมากที่สุด เพื่อง่ายต่อการนำไปใช้งานและเป็นแนวทางในการต่อยอดให้แก่เกษตรที่ต้องการเพาะปลูกพะยูงหรือนำไปต่อยอดทางธุรกิจ