การศึกษาศักยภาพของสารสกัดจากฝักคูนต่อการกำจัดหนอนใยผัก

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ภทรภร อุทัด, เปรมพิศุทธิ์ ธีระกุลพิศุทธิ์

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

นิสา จุลโพธิ์

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนสงวนหญิง

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากฝักคูนที่มีผลต่อการกำจัด หนอนใยผัก (Study on the efficacy of extracts of Cassia fistula Against Plutella xylostella Linnaeus.)

คณะผู้จัดทำได้ศึกษากระบวนการทดลองทั้งหมด 3 ขั้นตอนการทดลองตามวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสารพฤกษเคมีกลุ่มแอนทราควิโนนจากส่วนต่างๆ ของฝักคูนแก่ ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดหยาบชั้นเอทานอล

จากส่วนต่างๆ ของฝักคูนแก่ พบปริมาณสารพฤกษเคมีกลุ่มแอนทราควิโนนทุกส่วน โดยพบมากในส่วนเปลือกของ ฝักคูนแก่แบบสด 2) เพื่อเปรียบเทียบปริมาณสารพฤกษเคมีกลุ่มแอนทราควิโนนจากส่วนเปลือกของฝักคูนอ่อนกับฝักคูนแก่ ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดหยาบชั้นเอทานอลจากส่วนเปลือกของฝักคูนอ่อนแบบสด พบปริมาณ สารพฤกษเคมีกลุ่มแอนทราควิโนนมากกว่าสารสกัดหยาบชั้นเอทานอลจากส่วนเปลือกของฝักคูนแก่แบบสด และ 3) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบจากส่วนของฝักคูนที่มีผลต่อการกำจัดหนอนใยผัก ได้แก่ การทดสอบประสิทธิภาพการไล่ ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดหยาบจากส่วนเปลือกของฝักคูนอ่อนแบบสด ที่ความเข้มข้น 5% w/v มีประสิทธิภาพในการไล่หนอนใยผักได้ร้อยละ 60 ของจำนวนหนอนใยผักทั้งหมด ที่ใช้ทดสอบ และการทดสอบประสิทธิภาพในการเป็นสารฆ่าโดยการกิน (oral toxicity test) พบว่าเปอร์เซ็นต์การตายจริงของหนอนใยผักที่กินใบแตงกวาจุ่มสารสกัดจากฝักคูนด้วยวิธีการจุ่มใบพืช (leaf dipping method) มีค่าเท่ากับ (56.67, 70.00) ที่ 24 และ 48 ชั่วโมง ตามลำดับ จากการศึกษาในครั้งนี้จึงเป็นแนวทางให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ในการกำจัดหนอนใยผักซึ่งเป็นศัตรูพืชทดแทน การใช้สารเคมีในการกำจัดซึ่งปลอดภัยกับผลผลิตทางการเกษตรและผู้บริโภค