การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากเหง้ากระแตไต่ไม้และเกล็ดนาคราช

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

เพชรบงกช มากทอง

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ธิยาภรณ์ ศรีเมือง

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนเบญจมราชูทิศ

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดที่สกัดได้จากเหง้าของกระแตไต่ไม้และเกล็ดนาคราช ซึ่งหมอพื้นบ้านได้นำกระแตไต่ไม้ (Drynaria quercifolia L.) ในส่วนของเหง้ามีการใช้ในการรักษาแผลเบาหวาน และเกล็ดนาคราช (Pyrrosia piloselloides L.) พบว่ามีการใช้ทั้งต้นในการรักษาแผลที่เกิดจากพิษงู ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะนำพืชทั้งสองนี้มาทำการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ ขั้นตอนการทำเบื้องต้นนั้น เริ่มต้นจากการนำตัวอย่างพืชที่ผ่านการอบแห้งไปบดแล้วนำมาสกัดด้วย เมทานอล จากนั้นนำสารสกัด methanol extract มาทำการ Partition เพื่อแยกสารกลุ่มที่มีขั้วสูงและขั้วต่ำออกจากกัน โดยใช้น้ำและ Ethyl acetate เป็นตัวแยก การทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพประกอบด้วย DPPH free radical scavenging assay และฤทธิ์ต้านจุลชีพเบื้องต้น โดยวิธี Agar well diffusion assay จากการศึกษาพบว่า กระแตไต่ไม้ methanol extract มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุด (SC50 = 53.83±0.41 μg/ml) รองลงมาคือเกล็ดนาคราช methanol extract (SC50= 62.26±2.89 μg/ml) สำหรับฤทธิ์ต้านจุลชีพเบื้องต้นซึ่งศึกษาทั้งหมด 3 เชื้อ ได้แก่ S. aureus, E. coli และ C. albicans พบว่า เกล็ดนาคราช-EtOAc part เท่านั้นที่แสดงฤทธิ์ต้านจุลชีพต่อ Staphylococcus aureus ที่ความเข้มข้น 1000 μg/ml สามารถวัดเส้นผ่านศูนย์กลางของ clear zone ได้ 1.27±0.06 เซนติเมตร

ทั้งนี้จากการวิจัยครั้งนี้พบว่าสารสกัดของกระแตไต่ไม้อาจจะออกฤทธิ์ในการรักษาแผลเบาหวานด้วยกลไกอื่น ซึ่งจะต้องดำเนินการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ในขั้นต่อไป สำหรับเกล็ดนาคราช พบว่าได้ข้อมูลสนับสนุนในการรักษาแผลจากพิษงูในแง่ของการต้านจุลชีพ เพราะการติดเชื้อแทรกซ้อนโดยเฉพาะจาก S.aureus อาจจะทำให้การรักษาเป็นไปได้ยาก จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดประโยชน์ในการรักษา ซึ่งจะต้องดำเนินการศึกษาต่อไปถึงชนิดของสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ต้านจุลชีพนี้