กระถางเพาะชำเพื่อกระตุ้นการเจริญของรากพืชจากกากกาแฟและขี้หม่อนไหม

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พิพัฒนชัย คมศรี, วชิรวิทย์ จักสูงเนิน

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

วัชราภรณ์ แสนนา

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย บุรีรัมย์

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ในปัจจุบันปัญหามลพิษด้านขยะได้ส่งผลเสียในหลายๆด้าน ทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์และการดำรงชีวิตของสัตว์ จะเห็นได้จากข่าวในสื่อออนไลน์ที่ได้ยกประเด็นปัญหาของขยะมานำเสนอ และปริมาณขยะของประเทศไทยยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการสร้างนวัตกรรมขึ้นมาเพื่อช่วยแก้หรือบรรเทาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม จึงนับว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วน ประเทศไทยประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก รวมทั้งนิยมปลูกต้นไม้ประดับตามบ้านเรือนหรือใช้จัดสวน เราจึงสนใจที่จะประดิษฐ์กระถางเพาะชำจากกากกาแฟที่จะช่วยเร่งการงอกของรากผสมกับขี้หม่อนไหม ซึ่งเป็นวัสดุที่อุดมไปด้วยอินทรียสารที่จะช่วยเร่งให้มีการเจริญเติบโตได้ดีและเป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อม โดยนำวัสดุดังกล่าวมาผสมกับตัวประสานได้แก่ กาวแป้งเปียก เพื่อขึ้นรูปเป็นกระถางเพาะชำชีวภาพ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดปริมาณการใช้กระถางเพาะชำพลาสติกและนำวัสดุเหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยจะมีการทดสอบความแข็งแรงโดยการนำหนังสือมาวางทับบนกระถางเพื่อหาว่ากระถางสามารถรับน้ำหนักได้มากน้อยเพียงใด อีกทั้งยังตรวจสอบปริมาณแร่ธาตุและค่าความเป็นกรด – ด่างของดินในกระถางหลังจากการรดน้ำ เพื่อหาว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยใช้เครื่อง Rapitest 1835 Digital 3-Way Analyzer ในการวัดปริมาณแร่ธาตุ และทดสอบความยาวรากหอม โดยปลูกหอมลงในกระถางเพาะชำ แล้วนำมาวัดความยาวรากทุกวัน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งจะขุดดินรอมหัวหอมออก และนำหัวหอมพร้อมกับดินที่ติดมาด้วยไปล้างออกด้วยน้ำเพื่อให้ดินที่ติดอยู่หลุดออกไป จากนั้นจึงนำรากหอมมาวัดดูความยาวที่เปลี่ยนแปลงไป

ผลการทดลองวัดค่าความเป็นกรด-ด่างของวัสดุที่นำมาทำกระถางเพาะชำจากเครื่อง SI Analytics Lab 855 pH Benchtop Meter พบว่ากากกาแฟมีค่า pH 5.7 และขี้หม่อนไหมมีค่า pH 5.9 เมื่อทำการนำส่วนผสมมาขึ้นรูปพบว่าสามารถขึ้นรูปได้ทั้ง 3 อัตราส่วน โดยอัตราส่วนที่เหมาะสมในการขึ้นรูปมากที่สุดคือ 2:1(กากกาแฟ:ขี้หม่อนไหม) และจากการทดสอบความสามารถในการเร่งการเจริญของรากพืชพบว่าอัตราส่วน 1:2 สามารถเร่งการเจริญของรากหัวหอมได้มากที่สุด โดยความยาวรากเฉลี่ยของกระถางเพาะชำชุดนี้อยู่ที่ 23.6 มิลลิเมตรและยังมีปริมาณแร่ธาตุมากที่สุดเมื่อเทียบกับกระถางเพาะชำชุดอื่นๆ จากการทดสอบประสิทธิภาพพบว่า อัตราส่วนที่สามารถทนแรงกดอัดได้มากที่สุดและมีการซึมน้ำมากคืออัตราส่วน 2:1 โดยสามารถรับแรงกดได้ 113.76 นิวตัน และสามารถดูดซึมน้ำได้ 27.3 มิลลิลิตร จากน้ำปริมาตร 100 มิลลิลิตร

คำสำคัญ : การทดสอบความแข็งแรง , การตรวจสอบปริมาณแร่ธาตุและค่าความเป็นกรด – ด่าง , การทดสอบความยาวรากหอม