ผลิตภัณฑ์บํารุงริมฝีปากจากน้ํามันสกัดเมล็ดยางพารา
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
ไรวินท์ เหล่าสุวรรณ์, ศศิวิมล ยอดผล
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
ทิพสุดา อินทสอน, ณัฏฐพัชร์ เพ็ชรศรีกุล
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
เนื่องจากในปัจจุบันยางพาราซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยพบว่ามีเกษตรกรตลอดจนผู้ที่ทำธุรกิจ
เกี่ยวข้องกับยางพาราประมาณ 1.7 ล้านครัวเรือน เนื้อที่ยืนต้นประมาณ 24.7 ล้านไร่ โดยน้ำยางพาราสามารถ
นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ยางชนิดต่างๆนอกจากน้ำยางพารา และไม้ยางเป็นผลผลิตสำคัญแล้ว ยังมีเมล็ดซึ่ง
ไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ถูกทิ้งในสวนยางพาราจำนวนมาก จากงานวิจัยพบว่าส่วนที่เป็นเนื้อในเมล็ดยางพารา
มีน้ำมันในปริมาณที่สูงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ (Georgi et al, 1932) ซึ่ง Babatunde and Pond (19876)
รายงานว่า น้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดยางพารามีองค์ประกอบของกรดไขมันอิ่มตัว 13.9 เปอร์เซ็นต์ และกรดไขมันไม่
อิ่มตัว 80.5 เปอร์เซ็นต์ และจากการวิเคราะห์ของ ดร.กฤษฎา กิตติโกวิทธนา ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา
บริษัท สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น จำกัด กล่าวว่า " น้ำมันเมล็ดยางพารามีกรดไขมันสำคัญทั้งโอเลอิคและไสโนเลอิคที่
ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ทั้งยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบ โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง" ดรกฤษฎา
เริ่มศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันเมล็ดยางพารา เรื่องฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH radical
scavenging assay, Reducing power และ Inhibition of lipid peroxidation activity พบว่ามีค่าอยู่ในระดับ
ที่ดีเมื่อเทียบกับวิตามินชี รวมถึงทดสอบความเป็นพิษของน้ำมันเมล็ดยางพาราต่อเชลล์เทียบเคียงของมนุษย์ พบว่า
มีความปลอดภัยนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้ซึ่งน้ำมันเมล็ดยางพารามีคุณสมบัติเช่นเดียวกับน้ำมันโจโจ้บา
โดยน้ำมันชนิดนี้ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมความงาม เนื่องจากหาได้งานและมีราคาถูก
จากวิจัยที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นทางผู้จัดทำจึงมีแนวคิดที่จะสกัดเอาน้ำมันจากเมล็ดยางพารามาใช้เป็น
น้ำมันธรรมชาติในการผลิตผลิตภัณฑ์บำรุงริมฝีปากซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิต โดยการนำเอาวัสดุเหลือ
ทิ้งทางการเกษตรมาทำให้เกิดประโยชน์อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์ และยังเป็นแนวทาง
ในการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสนใจต่อไป