การศึกษาสมบัติและอัตราส่วนที่เหมาะสมของกัมอารบิกจากยางสนและยางชันโรงในการทำสีน้ำ

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

สิริธิดา ขันแก้วผาบ, ดลยา บุญปั๋น

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

จิตรัตน์ดา ผดุงวรุฬห์พร

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2565

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานการศึกษาสมบัติและอัตราส่วนที่เหมาะสมของกัมอารบิกจากยางสนและยางชันโรงในการทำสีน้ำ เป็นการศึกษาวิธีการทำสีน้ำใช้เอง เพื่อลดการใช้สารเคมีในสีน้ำ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะได้รับจากการใช้สีเป็นเวลานาน ซึ่งสีเหล่านั้นมักจะมีส่วนผสมที่อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ และเพื่อนำวัสดุทดแทนที่สามารถหาได้ในท้องถิ่นมาใช้ทำส่วนผสมในกระบวนการผลิตสีน้ำเป็นการลดต้นทุนของราคาสีน้ำด้วย การจัดทำโครงงานในครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอัตราส่วนกัมอารบิกจากธรรมชาติที่มีผลต่อประสิทธิภาพของสีน้ำ 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของสีน้ำธรรมชาติที่ใช้กัมอารบิกจากยางสนและยางชันโรง และ 3) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของสีน้ำธรรมชาติที่ใช้กัมอารบิกจากยางสนและยางชันโรง กับสีน้ำในท้องตลาด ผลจากการศึกษากัมอารบิกจากธรรมชาติที่มีผลต่อประสิทธิภาพของสีน้ำ พบว่า ในการทำสีน้ำ ซึ่งใช้กัมอารบิกจากธรรมชาติ 2 ชนิด คือ ยางสน และยางชันโรง อัตราส่วนสารผสมที่เหมาะสมที่สุดในการทำสีน้ำ คือ ยางชันโรง (กรัม) : น้ำ (กรัม) : ชอล์ก (กรัม) : สีจากธรรมชาติ (กรัม) ในอัตราส่วน 0.6 : 15 : 0.3 : 0.6 และจากการศึกษาสมบัติของสีน้ำ ที่พัฒนาจากกัมอารบิกธรรมชาติ กัมอารบิกจากสัตว์ (ยางชันโรง) มีคุณสมบัติเหมาะสมในการทำสีน้ำมากกว่ากัมอารบิกจากพืช (ยางสน) เพราะทำให้เนื้อสีเข้มข้นสดใสมากกว่า มีความโปร่งแสง การยึดติดบนพื้นผิว สีที่ระบายตรงกับสีที่เห็นในตลับ ความคงทนและเนื้อสีที่ละเอียดเกาะตัวมากกว่า และเมื่อนำสีน้ำที่ผลิตขึ้นได้มาทดลองเปรียบเทียบคุณภาพกับสีน้ำที่ขายตามท้องตลาด จำนวน 2 ยี่ห้อ พบว่า สีน้ำที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพใกล้เคียงกับสีน้ำที่ขายตามท้องตลาด เมื่อนำสีน้ำมาทดสอบหาอายุการใช้งานโดยสังเกตจากการเปลี่ยนสีของสีน้ำในบรรจุภัณฑ์และการใช้งานโดยระบายทิ้งไว้เป็นเวลา 5 วัน 15 วัน และ 30 วัน พบว่า ลักษณะความคงตัว ความโปร่งแสง และสีสันของสีน้ำที่พัฒนาขึ้นยังคงมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพเทียบเท่าได้กับสีน้ำจากท้องตลาด ทั้ง 2 ยี่ห้อที่นำมาทดลองเปรียบเทียบ ผู้จัดทำโครงงานเห็นว่าการพัฒนาสีน้ำโดยใช้กัมอารบิกจากธรรมชาติที่มีในท้องถิ่นครั้งนี้ สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาต่อยอดการทำสีน้ำจากธรรมชาติได้ ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ต่อไป