ประสิทธิภาพการกำจัดลูกน้ำยุงด้วยน้ำหมักชีวภาพจากเปลือกมะม่วง

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ฐานิศร สุทธวงค์, บัวบูชา สอนสุภาพ, สิริยากร ไชยวิราช

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ทองเพียร สิงห์ชัย

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ยุงเป็นแมลงที่สรา้งความร้าคาญและเป็นพาหะส้าคัญน้าโรคต่างๆอาทิเช่นไข้เลือดออกไข้มาลาเรีย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (2556) แนะน้าวิธีควบคุมการขยายพันธุ์ของยุงที่เป็นพาหะน้าโรค คือ ประชาชนทุกครอบครัว ปฏิบัติก้าจัดลูกน้ายุงตามมาตรา 5 ป 1 ข คือ ป-ปด ป-เปลี่ยน ป-ปล่อย ป-ปรับปรุง ป-ปฏิบัติจนเป็นนิสัย และ ข-ขัดล้างไขยุงที่ติดภาชนะด้านใน ซึ่งเป็นวิธีที่ประหยัดและไมยงุ่ ยาก หากท้าเป็น ประจ้าจะช่วยลดจ้านวนยุง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังที่กล่าวมา อย่างไรก็ตามประชาชนส่วนใหญ่ยังขาด ความตระหนักที่จะก้าจัดแหลงเพาะพันธ์ุลูกน้ายุงอย่างจริงจังและต่อเนื่อง วิธีการป้องกันยุงมีหลายวิธี เช่น การใช้มุ้ง การใช้สเปรย์ป้องกันยุง ยาทากันยุง การใช้ยากันยุงทังแบบสเปย์พ่น แบบควันหรือใช้สารเคมี ได้แก่

ทรายอะเบท (กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, 2554) การใช้สารเคมีก้าจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงมักใช้ใน ระยะที่เป็นลูกน้า เนื่องจากวงจรชีวิตของยุงระยะนีใช้เวลา 7-10 วัน ส่งผลให้สามารถก้าจัดได้ง่ายและได้ผลดี ทรายอะเบท มีสารทีมีฟอสซงึ่ เป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบส้าคัญมาเคลือบเม็ดทราย สารทีมีฟอสออกพิษรุนแรงแรงต่อลูกน้าของยุง หรือแมลงหวี่ เวลาใช้จะต้องน้าไปใส่ในน้า อย่างไรก็ตาม สารเคมีเทมีฟอสถือว่าปลอดภัยต่อคนและสตัว์ถ้าใช้ในปริมาณที่ก้าหนดแต่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นของสารเท มีฟอสและปัญหาน้าขุ่น (ธ้ารงค์ ผลชีวิน และคณะ, 2559)

ดังนันจึงมีความจ้าเป็นต้องหาทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาหาแนวทางอื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกและ ทดแทนการใช้สารเคมี ที่ผ่านมาการเลือกใช้พืชสมุนไพรจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถน้ามาทดแทนการใช้ สารเคมี จากงานวิจัยของภัทรวดี แก้วกุญชร และคณะ (2556) ที่ได้ประยุกต์ใช้สารสกัดสมุนไพรจากใบ เสลดพังพอน ย่านางและรางจืด ในการควบคุมลูกน้ำยุงลาย พบว่า สารสกัดสมุนไพรจากพืชทั้ง 3 ชนิด ที่ความเข้มข้น 1.5 เปอร์เซ็นต์ มีประสิทธิภาพในการฆ่าลูกน้ำยุงลายได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับ นฎาภัสส์ คุ้มกลาง และคณะ (2563) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้สารสกัดจากธรรมชาติจากพืช 5 ชนิด ได้แก่ ดอกมะลิ โหระพา มะแขว่น เมล็ดสะเดาช้าง มะกรูด ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงชนิดทา โดยศึกษาถึงประสิทธิภาพในการไล่ยุง เมื่อเทียบกับ DEET 1.5 x 105 ppm ผลการทดลอง พบว่า สารสกัดมะแขว่น มีความสามารถในการไล่ยุงสูงที่สุด เมื่อเทียบกับสารละลาย DEET รองลงมาได้แก่ สารสกัดเมล็ดสะเดาช้าง มะกรูด โหระพา และดอกมะลิ ตามลำดับ นอกจากนี้ ชุลีพร วณิชกุลชัยพร (2550) ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้น้ำสกัดชีวภาพหนอนตายหยากควบคุมลูกน้ำยุงลาย เปรียบเทียบกับน้ำสกัดชีวภาพสับปะรด โดยเตรียมสารสกัดชีวภาพที่ระดับความเข้มข้น 10, 20, 30, 40 และ 50 มิลลิลิตร และดูอัตราการตายของลูกน้ำยุงลายในระยะที่ 4 เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของน้ำสกัดชีวภาพ ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดชีวภาพหนอนตายหยากมีความเป็นพิษต่อลูกน้ำยุงลายในทุกระดับความเข้มข้น ส่วนน้ำสกัดชีวภาพสับปะรด มีความเป็นพิษต่อลูกน้ำยุงลายที่ระดับความเข้มข้นตั้งแต่ 20 มิลลิลิตร ขึ้นไป

จากแนวคิด ปัญหาและผลการศึกษาดังที่กล่าว คณะผู้จัดทำจึงมีความสนใจที่จะเตรียมน้ำหมักชีวภาพด้วยสารสกัดจากเปลือกมะม่วง ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมแปรรูปหรือเป็นผลพลอยได้หลังจากการแปรรูป (mango by-products) และยังประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Afifa et al., 2016) แล้วนำสารสัดที่ได้ ผสมกับแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis var. israelensis โดยเพาะเลี้ยงจากน้ำล้างเส้นขนมจีน นำน้ำหมักชีวภาพที่เตรียมได้ ศึกษาอัตราการตายของลูกน้ำยุง เพื่อบอกถึงประสิทธิภาพในการกำจัด พร้อมเปรียบเทียบคุณภาพของน้ำในแหล่งเพาะพันธ์ก่อนและหลังการใช้น้ำหมัก โดยวิธีวิเคราะห์ความเป็นด่างของน้ำด้วยวิธี phenolphthalein methyl orange indicator วิเคราะห์ปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ต้องการในการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยวิธี Azide Modification of Iodometric Method ทั้งนี้เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้ง และทำให้เกิดผลกระทบต่อมนุษย์ สิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นน้อยที่สุดหลังการศึกษา