การเปรียบเทียบประสิทธิภาพกลูตาไธโอนจากสารสกัดกะหล่ำปลีและสารสกัดผักโขม เพื่อใช้ในการลดปริมาณสารนิโคติน

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ธารารัตน์ แก้วมณี, ธิดารัตน์ สุวรรณรัศมี

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ปภาดา บุญสิน

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงการทดลอง เพื่อเปรียบเทียบความเข้มข้นของกลูต้าไธโอนจาก สารสกัดจากกะหล่ำปลีและสารสกัดจากผักโขม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของก ลูตาไธโอนที่ช่วยลดปริมาณสารนิโคติน, เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในการลดปริมาณสารนิโคตินสาร สกัดจากกะหล่ำปลีและสารสกัดจากผักโขม โดยขั้นแรกคือการนำนิโคตินออกจากใบยาสูบ โดยการ สกัดใบยาสูบเพื่อให้เหลือนิโคตินให้ได้มากที่สุด ขั้นตอนที่สองเป็นการสกัดกลูตาไธโอนออกจากผัก ซึ่ง ได้คัดเลือกผักที่มีสารกลูตาไธโอนปริมาณมากมา 2 ชนิด คือกะหล่ำปลีและผักโขม โดยใช้เอทานอล และกรดฟอร์มิกเป็นตัวทำละลายในการสกัดซึ่งเป็นการสกัดหยาบ ขั้นตอนที่สามคือการเปรียบเทียบ ความเข้มข้นกลูตาไธโอนโดยศึกษาความเข้มข้นของกลูตาไธโอนที่ได้จากสารสกัดกะหล่ำปลีที่สกัดด้วย เอทานอล สารสกัดกะหล่ำปลีที่สกัดด้วยกรดฟอร์มิก สารสกัดผักโขมที่สกัดด้วยเอทานอลและสาร สกัดผักโขมที่สกัดด้วยกรดฟอร์มิก สุดท้ายทดสอบการลดปริมาณสารนิโคติน โดยทดสอบความเข้มข้น นิโคติน 100% ทดสอบโดยใช้กลูตาไธโอนบริสุทธิ์ต่อนิโคติน อัตราส่วน 30:70, 50:50 และ 70:30 สารสกัดจากผักโขมที่สกัดด้วยกรดฟอร์มิกต่อนิโคติน อัตราส่วน 30:70, 50:50 และ 70:30 เพื่อ อัตราส่วนที่ดีที่สุดของกลูตาไธโอนที่ช่วยลดปริมาณนิโคติน

ผลการทดลองพบว่าสารสกัดผักโขมที่สกัดด้วยกรดฟอร์มิกมีความเข้มข้นกลูตาไธโอนมาก ที่สุด การทดสอบการลดปริมาณนิโคตินพบว่า การใช้อัตราส่วนนิโคตินต่อสารสกัดผักโขม ใน อัตราส่วน 50:50 ลดความเข้มข้นนิโคตินจาก 154 เป็น 64 ซึ่งลดนิโคติน 64.54% และอัตรส่วน 70:30 และ 30:70 ลดความเข้มข้นนิโคติน 51.95% และ 42.21% ตามลำดับ โดยผู้คนสามารถ นำผักที่มีกลูตาไธโอนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางด้านการลดปริมาณนิโคตินได้