การพัฒนาอนุภาคนาโนของไคโตซานและเจลาตินจากเกร็ดปลานิล ด้วยกระบวนการอิมัลชันอย่างง่าย เพื่อใช้เป็นระบบนำส่งยา Amoxicillin แบบควบคุมการปลดปล่อย

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ธัญอร แก้วกันหา, สร้างภพ เทียนแก้ว, ณัฐภูมินทร์ ธรรมรส

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

สถาพร สุติบุตร

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ยา Amoxicillin เป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillins) ใช้รักษาโรคที่มีสาเหตุการติดเชื้อมาจากแบคทีเรีย เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อที่หู คอ จมูก และผิวหนัง ยา อะม็อกซี่ซิลลิน (Amoxiciillin) ถือเป็นตัวยาที่ออกฤทธิ์ดีเยี่ยมสำหรับการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด อย่างไรก็ตาามยา Amoxiciillin มีค่าครึ่งชีวิตที่่สั้น (ประมาณ 1 - 1.5 ชั่วโมง) ในการไหลเวียนของเลือดจำเป็นต้องได้รับยาบ่อยครั้งเพื่อรักษาความเข้มข้นของยาในพลาสมาของผู้ป่วยในสภาวะคงตัว หากลืมรับประทานยาตามที่แพทย์ระบุ อาจเพิ่มโอกาศอาการการดื้อยา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องได้รับปริมาณยาที่มีการควบคุมการปลดปล่อยของยาเพื่อควบคุมระดับความเข้มข้นของยาในพลาสมาของผู้ป่วย จากปัญหาที่ได้กล่าวมาข้างต้น ทีมผู้พัฒนาจึงสนใจที่จะพัฒนาอนุภาคนาโนจากไคโตซานและเจลาตินจากเกร็ดปลา ด้วยกระบวนการอิลมัลชันอย่างง่าย เพื่อใช้เป็นระบบนำส่งยา Amoxicillin แบบควบคุมการปล่อยยา จากการศึกษาพบว่ามีการพัฒนาระบบนำส่งยา ในรูปแบบอนุภาคนาโน (Nanoparticles) ด้วยวิธีการอิมัลชัน (Emulsion) แบบน้ำในน้ำมันก่อน โดยสารละลายไคโตซาน (Chitosan) ผสมกับเจลาติน (Gelatin) และยา Amoxicillin เป็นชั้นน้ำ และน้ำมันขาว (Paraffin oil) ชั้นน้ำมัน จากนั้นทำการเติมสารเชื่อมขวางจนอนุภาคไคโตซานเกิดการแข็งตัวแขวนลอยในชั้นน้ำมัน จากนั้นนำไปทำการปั่นให้ตกตะกอน ก็จะได้อนุภาคของยา อะม็อกซี่ซิลลิน(Amoxicillin) ในระดับนาโน โดยอนุภาคนาโนที่ได้จะวิธีการอิมัลชันจะถูกนำมาศึกษาลักษณะ ขนาด พฤติกรรมการปลดปล่อยยา และประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ของอนุภาคนาโนของยา Amoxicillin ที่รวมกับไคโตซานและเจลาติน การพัฒนาระบบส่งยาของ Amoxicillin แบบควบคุมการปลดปล่อย จะช่วยให้ยา Amoxicillin ทำให้สามารถควบคุมการปลดปล่อยยาได้ยาวนานขึ้น รักษาระดับยาในร่างกายให้คงที่และเพียงพอต่อการออกฤทธิ์ของยาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ลดความถี่ในการใช้ยา ลดโอกาสผลข้างเคียงจากการได้รับยาเกินขนาดและลดโอกาศที่ร่างกายจะเกิดอาการดื้อยา อีกทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในอุตสาหกรรมยาและพัฒนาระบบนำส่งยาร่วมกับยาประเภทอื่น ๆ