การศึกษาการย่อยของพลาสติกชนิดโพลีเอทิลีนโดยแบคทีเรีย Bacillus cereus ด้วยการใช้เปปโตนสกัดจากเปลือกถั่วลิสง

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

เทวิษฏ์ ภัทรวารินทร์, ธีริศรา ไกรศรินท์, อัญชิสา สุวรรณชาตรี

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

อาจรีย์ ธิราช

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนกำเนิดวิทย์

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2561

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ในปัจจุบัน ปัญหาไมโครพลาสติกในระบบนิเวศทางทะเลส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง โดยเฉพาะพลาสติกชนิดโพลีเอทิลีน ซึ่งงานวิจัยพบว่ามีแบคทีเรียบางชนิดที่สามารถผลิตเอนไซม์ เช่น เอนไซม์ไลเปส ที่สามารถช่วยย่อยไมโครพลาสติก ซึ่งการเพิ่มปริมาณการผลิตเอนไซม์สามารถทำได้โดยการหาปริมาณความเข้มข้นที่เหมาะสมของไนโตรเจนในอาหารเลี้ยงเชื้อ โดยงานวิจัยนี้ ใช้การสกัดเปปโตนจากเปลือกถั่วลิสงเพื่อนำมาใช้เป็นแหล่งไนโตรเจนในอาหารเลี้ยงเชื้อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยพลาสติกของแบคทีเรียชนิด Bacillus cereus โดยการทดลองแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) การสกัดเปปโตนจากเปลือกถั่วลิสงด้วยเอนไซม์ปาเปน และการสกัดแบบ Soxhlet โดยตรวจสอบกับเปปโตนสำเร็จรูป โดยใช้วิธีโครมาโทกราฟีแบบเยื่อบาง 2) การศึกษาการย่อยไมโครพลาสติกชนิดโพลีเอทิลีนโดยแบคทีเรียชนิด B. cereus ในอาหารเลี้ยงเชื้อที่มีเปปโตนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งใช้ปริมาณความเข้มข้นของเปปโตนจากเปลือกถั่วลิสงที่แตกต่างกัน คือ 2.5 5.0 7.5 10.0 และ 12.5 กรัมต่อลิตร และสังเกตการเปลี่ยนแปลงของไมโครพลาสติกโดยการชั่งน้ำหนัก และการวิเคราะห์พื้นผิวของไมโครพลาสติกโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด ก่อนและหลังการบ่มเชื้อแบคทีเรียเป็นเวลา 28 วัน ซึ่งจากผลการตรวจสอบ เปปโตนด้วยวิธีโครมาโทกราฟีแบบเยื่อบาง พบว่า สารสกัดจากเปลือกถั่วลิสงที่สกัดด้วยเอนไซม์ปาเปนมีเปปโตนเป็นส่วนประกอบ และเมื่อนำไปใช้กับการเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียชนิด B. cereus สำหรับการย่อยไมโครพลาสติกชนิดโพลีเอทิลีนแล้ว พบว่าแบคทีเรียมีการเจริญเติบโต และไมโครพลาสติกมีลักษณะพื้นผิวที่เปลี่ยนแปลงไป จึงสรุปได้ว่า สามารถนำเปปโตนจากเปลือกถั่วลิสงมาใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียชนิด B. cereus สำหรับการย่อยไมโคร พลาสติกชนิดโพลีเอทิลีนได้