การศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดกะหล่ำปลีเขียวและกะหล่ำปลีม่วง

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พิมพ์ชนก ภู่ทอง

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

มงคล ปัญญารัตน์

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานวิจัยนี้เกิดจากแนวคิดในการหาวิธีการหรือผลิตภัณฑ์เพื่อมาทดแทนการประคบเต้านมด้วยกะหล่ำปลีใบสดแบบดั้งเดิม ต่อยอดจากการวิจัยเรื่อง “การศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากกะหล่ำปลีเพื่อพัฒนาเป็นเจลต้านการอักเสบเฉพาะที่” ซึ่งเป็นการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากกะหล่ำปลีเขียวต่อการยับยั้งการอักเสบของเซลล์หนู โดยการนำกะหล่ำปลีเขียวมาสกัดด้วยตัวทำละลาย 3 ชนิด ได้แก่ น้ำ น้ำร้อน และเอทานอล แล้วนำไปวิเคราะห์ปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ ความเป็นพิษต่อเซลล์และปริมาณไนตริกออกไซด์ ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดกะหล่ำปลีเขียวสกัดน้ำและสารสกัดเอทานอลมีปริมาณสารประกอบฟีนอลและฟลาโวนอยด์สูงกว่าสารสกัดน้ำร้อน รวมทั้งฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดน้ำและสกัดเอทานอลโดยวิธี DPPH และ ABTS ก็มีค่าสูงกว่าสารสกัดน้ำร้อนเช่นกัน นอกจากนี้สารสกัดน้ำและสารสกัดเอทานอลไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์เมื่อวัดด้วยวิธี MTT แต่อย่างไรก็ตามสารสกัดทุกชุดการทดลองไม่สามารถลดปริมาณไนตริกออกไซด์ได้ แต่มีความน่าสนใจคือสารสกัดน้ำมีแนวโน้มในการลดปริมาณไนตริกออกไซด์เล็กน้อยแต่ยังไม่แตกต่างจากชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าสารสกัดกะหล่ำปลีเขียวสกัดน้ำน่าจะลดการอักเสบได้ หากตัดปัญหาเรื่องการประคบด้วยใบกะหล่ำปลีสดได้แล้ว ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ ความเป็นพิษต่อเซลล์และปริมาณไนตริกออกไซค์ระหว่างสารสกัดจากกะหล่ำปลีเขียวและสารสกัดจากกะหล่ำปลีม่วง โดยวิธีการสกัดน้ำ ด้วยวิธี DPPH และABTS และทำการทดสอบในเซลล์หนูเพื่อเปรียบเทียบค่าความเป็นพิษต่อเซลล์โดยวัดด้วยวิธี MTT โดยมีสมมติฐานว่าสารสกัดจากกะหล่ำปลีม่วงน่าจะมีสารประกอบฟีนอลและฟลาโวนอยด์ ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ในการลดปริมาณไนตริกออกไซด์ได้ดีกว่าสารสกัดจากกะหล่ำปลีเขียว เพราะมีสารแอนโทไซยานินในปริมาณที่สูงกว่าและเหมาะสมในการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ในการใช้แก้ปัญหาเต้านมคัดตึงในมารดาหลังคลอดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น