พิธีอนุโมทนา

การทำบุญทุกชนิด เมื่อเสร็จพิธีแล้ว พระก็อนุโมทนา คำว่า อนุโมทนา แปลว่า ความยินดีด้วย พลอยยินดีด้วย ความพอใจ ความขอบใจ การให้ศีลให้พร

การอนุโมทนามี ๒ อย่าง คือ:

๑. อนุโมทนาตามปกติ

๒. อนุโมทนาตามกาลพิเศษ

อนุโมทนาตามปกติ นั้น ได้แก่ อนุโมทนาซึ่งท่านผู้เป็นหัวหน้า สงฆ์ เริ่มนำขึ้นดังนี้:

ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ
เอวมฺเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ
อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุมฺหากํ ขิปฺปเมว สมิชฺฌตุ
สพฺเพ ปูเรนฺตุ สงฺกปฺปา จนฺโท ปณฺณรโส ยถา มณิ โชติรโส ยถา

รับพร้อมกัน

สุปฺปติฏฺฐิโต วิสุชฺฌตุ สุปฺปโรโค วินสฺสตุ
มา เต ภวตุวนฺตฺราโย สุขี ทีฆายุโก ภว
อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน
จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ

คำแปลบท ยถา ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ เหมือนห้วงน้ำที่เค็ม ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็มเปี่ยม ฉะนั้น

ขอผลที่ท่านปรารถนา ตั้งใจ จงสำเร็จโดยเร็วพลัน

ขอความดำริทั้งปวงจงบริบูรณ์ เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสวควรยินดี ฉะนั้น

คำแปลบทสวด ความจัญไรทั้งปวงจงปราศจากไป โรคทั้งปวงจงพินาศไป อันตรายจงอย่ามีแก่ท่าน ขอท่านจงมีความสุข มีอายุยืน

ธรรม ๔ ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีปกติกราบไหว้ มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิตย์

อนุโมทนาตามกาลพิเศษนั้น แล้วแต่รูปของพิธี ถ้าเป็นพิธีเกี่ยวกับการมงคลทั่วไป พระท่านก็อนุโมทนาด้วยบทชื่อว่า มงคลจักรวาฬน้อย ว่าดังนี้:

สัพพพุทธานุภาเวน สัพพธัมมานุภาเวน สัพพสังฆานุภาเวน
พุทธรัตน์ ธัมมรัตน์ สังฆรัตน์ ติณฺณรตนาน อานุภาเวน จตุราสิติ
สหัสธัมมกุขนุธานุภาเวน ปีติถูกตุดยานุกาเว
ฯ เปฯ
สัพพะสุสา จ อายุ จ ชีวะสิทธิ ภะวันตุ เต

คำแปล

ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ด้วยอานุภาพของพระธรรมทั้งปวง ด้วยอานุภาพของพระสงฆ์ทั้งปวง ด้วยอานุภาพแห่งรัตนะสาม คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมขันธ์ ๘๔๐๐๐ ด้วยอานุภาพแห่งพระไตรปิฎก ด้วยอานุภาพแห่งพระสาวกของพระพุทธเจ้า ขอโรคภัย อันตราย อุบาทว์ นิมิตร้าย อวมงคลทั้งหลายของท่านจงพินาศไป

ความเจริญอายุ ความเจริญทรัพย์ ความเจริญสิริ ความเจริญยศ ความเจริญกำลัง ความเจริญวรรณะ ความเจริญสุข จงมี (แก่ท่าน) ใน กาลทุกเมื่อ

ทุกข์ โรคภัย และเวรทั้งหลาย ความโศก ศัตรูและอุบาทว์ทั้งหลาย ทั้งอันตรายทั้งหลายไม่น้อย จงพินาศไปด้วยเดช

ความชนะ ความสำเร็จ ทรัพย์ ลาภ ความสวัสดี ความมีโชค ความสุข กำลัง สิริ อายุ วรรณะ โภคะ ความเจริญ ความเป็นผู้มียศ และอายุยืน ๑๐๐ ปี อีกทั้งความสำเร็จในชีวิต จงมีแก่ท่าน ฯ

ถ้าเป็นพิธีเกี่ยวกับถวายทานตามกาลเวลาที่กำหนด เช่น ถวายผ้าอาบน้ำฝน ถวายผ้าจำนำพรรษา ทอดกฐินเป็นต้น ท่านก็อนุโมทนาด้วยบทกาลทานสุตตคาถา คือ คาถาอนุโมทนาตามกาล ว่าดังนี้

กาเล ททนุติ สปญฺญา วทญฺญ วิตมจฉรา
กาเลน ทินน์ อริเยสุ อุชุกูเตสุ ตาทิสุ
ฯเปฯ
ปุญฺญานิ ปรโลกสุ ปติภูฐา โหนุติ ปาณินนุติ

คำแปล

ทายกเหล่าใดมีปัญญารู้จักพูด ปราศจากความตระหนี่ มีความเลื่อมใสในพระอริยเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ซื่อตรงคงที่ ถวายทานตามกาลสมัยนิยม ทักษิณาของทายกนั้นย่อมมีผลไพบูลย์

ชนเหล่าใดพลอยอนุโมทนาก็ดี ช่วยทำการขวนขวายในทานนั้นด้วยก็ดี ทักษิณาของเขามิได้บกพร่องไปด้วยเหตุนั้น ชนแม้เหล่านั้นก็ย่อมมีส่วนบุญด้วย

เพราะฉะนั้น ทายกไม่ควรท้อถอย ถวายทานในที่ใดมีผลมากควร ถวายในที่นั้น บุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า ฉะนี้ ฯ

ถ้าเป็นพิธีเกี่ยวกับทำบุญอายุ ทำบุญวันเกิด ท่านก็อนุโมทนาด้วยบท โภชนทานานุโมทนาคาถา คือคาถาอนุโมทนาการถวายโภชนะว่าดังนี้:

อายุโท พลโท ธีโร วณฺณโท ปฏิภาณโท
สุขสุ ทาตา เมธาวี สุขํ โส อธิคจฺฉติ
อายุ ทตฺวา พลํ วณฺณํ สุขํ ปฏิภาณโท
ทิฆายุ ยสวา โหติ ขตุล ยตถูปปชฺชติ

คำแปล

ผู้มีปัญญา ให้อายุ ให้กำลัง ให้วรรณะ ให้ปฏิภาณ ให้ความสุข ย่อมได้ประสบสุข

บุคคลให้อายุ วรรณะ สุข และปฏิภาณ บังเกิดในที่ใด ๆ ย่อมมีอายุยืนมียศในที่นั้น ๆ ฉะนี้ ฯ

ถ้าเป็นพิธีเกี่ยวกับถวายทานทั่วๆ ไป ท่านก็อนุโมทนาด้วยบท อัคคัปปสาทสุตตคาถา คือคาถาอนุโมทนาทานทั่วไป ของทายกผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอันเลิศ ว่าดังนี้:

อคุตโต เว ปสนฺนานํ อคุตํ ธมฺมิ วิชานนฺติ
อคุเต พุทฺเธ ปสนฺนานิ ทกฺขิเณยฺเย อนุตฺตรํ
อคุเต ธมฺเม ปสนฺนานิ วิราคูปสเม สุเข
อคุเต สงฺเฆ ปสนฺนานิ ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตรํ
ฯ เป ฯ
เทวภูโต มนุสฺโส วา อคุตปฺปตฺโต ปโมทตีติ

คำแปล

เมื่อบุคคลรู้จักธรรมอันเลิศ เลื่อมใสโดยความเป็นของเลิศ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เลิศ ผู้เป็นทักขิเณยบุคคลยอดเยี่ยม เลื่อมใสในพระธรรมอันเลิศซึ่งเป็นธรรมปราศจากราคะ และสงบระงับเป็นสุข เลื่อมใสในพระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญยอดเยี่ยม ได้ถวายทานในท่านผู้เลิศนั้น บุญอันเลิศก็ย่อมเจริญ อายุ วรรณะ ที่เลิศ และยศ เกียรติ สุข กำลัง ที่เลิศย่อมเจริญ

ผู้มีปัญญาตั้งมั่นในธรรมอันเลิศแล้ว ให้ทานแก่ท่านผู้เลิศ จะไปเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ย่อมถึงความเป็นผู้เลิศ รื่นเริงบันเทิงอยู่ ฉะนี้ ๆ

ถ้าเป็นพิธีเกี่ยวกับถวายเสนาสนะ เช่น กุฎี วิหาร เป็นต้น ท่านก็อนุโมทนาด้วยบทวิหารทานคาถา คือ คาถาอนุโมทนาการถวายที่อยู่ ว่าดังนี้--

สีติ อุณหิ ปฏิหนุติ ตโต วาฬมิคานิ จ
สิริสมิเ จ มกเส สิสิเร จาปี วุฏฺฐิโย
ตโต วาตาตโป โฆโร สญฺชาโต ปฏิหญฺญติ
เลณฺตุถณุจ สุขตุถณจ ฌายิตุ จ วิปสฺสิต์
ฯ เป ฯ
ํ โส ธมฺมมิธญฺญาย ปรินิพฺพุตฺวา นาสโวติ

คำแปล

เสนาสนะย่อมป้องกันเย็น ร้อน สัตว์ร้าย งู ยุง น้ำค้าง และฝน ลม และแดดอันกล้า เกิดขึ้นแล้วย่อมบรรเทาไป

การถวายที่อยู่แก่สงฆ์ เพื่อหลีกเร้นอยู่ เพื่อความสุข เพื่อเจริญมานะ และเพื่อเจริญวิปัสสนา พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญว่าเป็นทานเลิศ

เพราะฉะนั้นคนผู้ฉลาดที่มองเห็นประโยชน์ตน พึงสร้างที่อยู่อันรื่นรมย์ให้แก่ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหูสูตรอยู่เถิด

อนึ่ง พึงถวายข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ แก่ท่านเหล่านั้นด้วยน้ำใจ อันเลื่อมใสในท่านผู้ชื่อตรง

ท่านเหล่านั้นย่อมจะแสดงธรรม อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งหมด ซึ่งเมื่อเขาได้รู้แล้วจะเป็นผู้สิ้นอาสวะ ถึงพระนิพพาน ฉะนี้ ฯ

ถ้าเป็นพิธีเกี่ยวกับทำบุญบ้าน ท่านก็อนุโมทนาด้วยบท เทวตา ทิสสทักขิณานุโมทนาคาถา คือคาถาอนุโมทนาทักษิณาทานอุทิศเทวดาว่า ดังนี้:

ยสุมี ปเทเส กุเปติ วาส ปณฺฑิตชาติโย
สีลวนเตตุ โภชตุวา สญฺญเต พราหมจาริโน
ยา ตตุล เทวตา อาสุ ตาส ทกุขิณมาทิเส
ตา ปูชิตา ปูชยนุติ มานิตา มานยนุติ น
ตโต นํ อนุกมุปนุติ มาตา ปุตุติว โอรส
เทวดานุกมุปิโต โปโส สทา ภทฺรานิ ปสุตฺถิ

คำแปล

ชาติคนฉลาดอยู่ในประเทศใด พึงเชิญท่านผู้มีศีล มีความสำรวมระวัง ประพฤติธรรมประเสริฐมาเลี้ยงดูกันในที่นั้น พึงอุทิศทักษิณาทานแก่เทวดาซึ่งสิงสถิตอยู่ ณ ที่นั้นด้วย

เทวดาที่ได้รับบูชาแล้ว ย่อมบูชาตอบ ที่ได้รับความนับถือแล้วย่อม นับถือตอบ ย่อมอนุเคราะห์เขาเหมือนอนุเคราะห์บุตรอันเกิดแต่อก ฉะนั้น คนที่เทวดาอนุเคราะห์ ย่อมประสบความเจริญทุกเมื่อ ฉะนี้ ฯ

ถ้าเป็นพิธีเกี่ยวกับถวายยานพาหนะ เช่น เรือ และรถ เป็นต้น ท่านก็อนุโมทนาด้วยบท ยานทานานุโมทนาคาถา คือ คาถาอนุโมทนาการถวายยาน ว่าดังนี้:

อนุทานํ ปานํ วตฺถํ ยานิ มาลาคนฺธ วิเลปนํ
เสยฺยาวสถํ ปทีเปยฺยํ ทานวตฺถู อิเม ทส
อนุทาโน พลทาโน โหติ วตฺถทาโน โหติ วณฺณทาโน
ยานทาโน สุขทาโน โหติ ทีปทาโน โหติ จกฺขุทาโน
ฯ เป ฯ
เอตสฺมึ ทานยุยฺสฺมึ สมุปสาทนเจตโส

คำแปล

ทานวัตถุมี ๑๐ อย่าง คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักอาศัย ประทีป

ผู้ให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ผู้ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ผู้ให้ยานชื่อว่าให้ความสุข ผู้ให้ประทีปชื่อว่าให้จักษุ

ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ ผู้ให้วัตถุอันเลิศ ย่อมได้วัตถุอันเลิศ ผู้ให้ของดี ย่อมได้ของดี ผู้ให้ฐานะอันประเสริฐ ย่อมเข้าถึงฐานะอันประเสริฐ

คนใดให้ของเลิศ ให้ของดี ให้ฐานะประเสริฐ คนนั้นจะเกิดในที่ใด ๆ ย่อมมีอายุยืน มียศในที่นั้น ๆ

ด้วยสัจวาจาภาษิตนี้ ขอความสวัสดีและความสุขอันเกิดจากความไม่มีโรค และอนามัยอันดีจงมีแก่ท่านทั้งหลายตลอดไป

ขอผลแห่งจิตที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยนี้ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ จงเป็นผลสำเร็จ

ถ้าเป็นพิธีเกี่ยวกับทำบุญอุทิศให้ผู้ตายที่ล่วงลับไปนานแล้ว ท่านก็อนุโมทนาด้วยบท อาทิตยสูตรคาถา คือ คาถาอนุโมทนาบุญที่ผู้ทำยึดไว้ได้แล้ว ว่าดังนี้

ภุตา โภคา ภตา กุจฺจา วิตินฺณา อาปทาสุ เม
อุทฺธตา ทกฺขิณา ทินฺนา อโถ ปญฺจ พลี กตา
อุปฏฺฐิตา สีลวนฺโต สนฺตา พฺรหฺมจาริโน
ฯ ป ฯ
อิเธว นํ ปสฺสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทนฺติ

คำแปล

โภคะทั้งหลายเราได้บริโภคแล้ว บุคคลที่ควรเลี้ยง เราได้เลี้ยงแล้ว อันตรายทั้งหลายเราได้ข้ามพ้นไปแล้ว ทักษิณาที่มีผลเจริญเราได้ให้แล้ว อนึ่ง พลี ๕ ประการ (ญาติพลี สงเคราะห์ญาติ ๑ อติถิพลี ต้อนรับแขก ๑ ปุพพเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย ๑ ราชพลีถวายเป็นหลวง มีเสียอากรเป็น ต้น เทวดาพลี ทำบุญอุทิศให้เทวดา) เราได้ทำแล้ว ท่านผู้มีศีลสำรวม ดี ประพฤติพรหมจรรย์ เราได้บำรุงแล้ว บัณฑิตผู้ครองเรือนปรารถนา โภคะเพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์นั้นเราได้บรรลุแล้ว กรรมที่ไม่เดือด ร้อนในภายหลัง เราได้ทำแล้ว

บุคคลเมื่อระลึกถึงคุณข้อนี้ ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในอริยธรรม เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้

บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ฉะนี้ ฯ

ถ้าเป็นพิธีทำบุญอุทิศให้ผู้ตายใหม่ ๆ ท่านก็อนุโมทนาด้วยบท ติโร- กุฑฑกัณฑคาถา คือคาถาอนุโมทนาการทำบุญอุทิศถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ว่าดังนี้

อทาสิ เม อทาสิ เม ญาติมิตา สขา จ เม
เปตานํ ทกขิณา ทินฺนา ปุพฺเพ กตมนุสฺสริ
น หิ รุณฺณํ วา โสโก วา ยาวญฺญา ปริเทวนา
น ตํ เปตานมตฺถาย เอวํ ติภชนุติญาตโย
ฯ ป ฯ
ปญฺจ ภิกฺขูนํ อนุปปทินฺนํ ตุมฺเหหิ ปญฺญา ปสุตํ อนุปปกนุติ

คำแปล

บุคคลเมื่อระลึกถึงอุปการะที่ท่านได้ทำแก่ตนไว้ในกาลก่อนว่าผู้นี้ ได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ได้ทำกิจของเรา เป็นญาติ มิตรสหายของเราดังนี้แล้ว ควรให้ทักษิณาทานแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

การร้องไห้ก็ดี การเศร้าโศกก็ดี การร่ำไรรำพันถึงอย่างอื่นก็ดี ไม่ควรทีเดียว เพราะว่าการร้องไห้เป็นต้นนั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ญาติทั้งหลายผู้ล่วงลับไปแล้ว (ถึงจะร้องให้เศร้าโศกรำพันถึง) ญาติทั้งหลายก็คงดำรงอยู่อย่างนั้น

ก็ทักษิณาทานที่ท่านให้แล้วนี้แล ตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ล่วงลับไปตลอดกาลนานตามฐานะ

ญาติธรรมนี้ ท่านได้แสดงให้ปรากฏแล้ว และการบูชาอันยิ่งท่านก็ได้ทำแล้ว แก่ญาติทั้งหลายผู้ล่วงลับไป ทั้งท่านชื่อว่าเพิ่มกำลังให้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว ท่านขวนขวายบุญมีประมาณไม่น้อย ฉะนี้ ๆ

ถ้าเป็นพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ท่านก็อนุโมทนาด้วยบท สัจจปานวิธยานุรูปคาถา คือคาถาสำหรับอนุโมทนาในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาว่าดังนี้:

สจิ เว อมตา วาจา เอส ธมฺโม สนฺนิโธ
สจฺเจน อตุเถ จ ธมฺเม จ อหุ สนฺโต ปติภูธิตา
สทฺธิธ วิตุติ ปุริสสฺส เสฏฺฐุจิ ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
สจฺจํ หเว สาธุตฺตรสานิ ปญฺญาชีวิชีวิตมาหุ เสฏฺฐํ
ฯ เป ฯ
ยทิ สจฺจํ ธมฺมํ จาคา ขนุตฺตยา ภิยุโยธ วิชุชฺฌติ

คำแปล

ความจริงแลเป็นคำไม่ตาย ธรรมนี้เป็นของเก่า คนดีทั้งหลายดำรงอยู่แล้วในความสัตย์ ทั้งที่เป็นอรรถเป็นธรรม ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐของบุรุษในโลก ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้วนำสุขมาให้ ความจริงนั้นแหละเป็นรสอร่อยกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์กล่าวชีวิตของผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่าประเสริฐสุด เมื่อบุคคลเชื่อต่อการบรรลุพระนิพพานอันเป็นธรรมของพระอรหันต์ ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา บุคคลผู้ไม่ประมาท ใคร่ครวญ ทำการอันสมควร มีธุระ มีความขยัน ย่อมได้ทรัพย์ บุคคลย่อมได้เกียรติเพราะความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูกพันมิตรทั้งหลายไว้ได้ ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ คือสัจจะ (ความจริง) ทมะ (ความข่มใจ) ธิติ (ความตั้งมั่น) จาคะ (การเสียสละ) มีอยู่แก่บุคคลซึ่งเป็นผู้มีศรัทธาอยู่ครองเรือน บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก

ถ้าธรรมในโลกนี้จะมียิ่งไปกว่า สัจจะ ทมะ จาคะ ขันติ เชิญท่านลองถามสมณพราหมณ์แม้พวกอื่นเป็นอันมากดู ฯ

พิธีอนุโมทนาที่ได้รวบรวมมากล่าวไว้นี้ ย่อมได้ฟังกันเสมอในพิธีต่าง ๆ สำหรับบทอนุโมทนาตามปกติ คือ ยถา และ สัพพี ต้องมีทุกเรื่องไป ส่วนบทอนุโมทนาตามกาลพิเศษนั้น แล้วแต่รูปของพิธีที่ทำดังได้บอกไว้แล้ว และตอนสุดท้ายก็มีบทต่อไปนี้ทุกพิธีไป

ภวตุ สพฺพมงฺคลํ รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา
สพฺพพุทฺธานุภาเวน สทา โสตฺถิ ภวนฺตุ เต
ภวตุ สพฺพมงฺคลํ รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา
สพฺพธมฺมานุภาเวน สทา โสตฺถิ ภวนฺตุ เต
ภวตุ สพฺพมงฺคลํ รกฺขนฺตุ สพฺพเทวตา
สพฺพสํฆานุภาเวน สทา โสตฺถิ ภวนฺตุ เต ฯ