ประเพณีทำบุญเข้าพรรษา

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย

ถ้าวันไหนฝนตกหนักตั้งแต่กลางคืนจนรุ่งเช้าก็ยังไม่หายขาด หรือขาดเม็ดแล้ว แต่ถนนตรอกซอกซอยเข้าบ้านเราน้ำฝนท่วมเป็น หล่มเป็นโคลนเป็นตมเป็นเลน พื้นดินฉ่ำแฉะ จะต้องเดินเท้าเปล่า ออกไปแล้ว เราก็ไม่อยากไปไหนในวันนั้น เว้นแต่มีความจำเป็น จริง ๆ ถ้าไม่ได้ไปแล้วจะเกิดการเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ตัวเรา หรือแก่หมู่คณะของเรา หรือแก่ชาติบ้านเมืองของเรา เรา จำเป็นต้องไปทั้ง ๆ ที่ต้องบุกน้ำบุกโคลนไป เราก็ต้องตัดสินใจเอา ง่าย ๆ ว่าอยู่ใต้พากตัวอะไรกับฝน ถ้ายิ่งในหัวเมืองชนบทซึ่งไม่มี ถนนหนทางชนิดที่เป็นคอนกรีต หรือถนนลาดยางด้วยแล้ว การ ไปมาติดต่อกันไม่ว่าในทางใด ๆ ก็ต้องหยุดชะงักลงทันที อีกประ- การหนึ่ง ถึงหน้าฝนคนที่อาศัยการทำนาทำไร่เลี้ยงชีพ เมื่อถึงคราว เช่นนั้นก็จำต้องปราบพื้นให้เตียนตัดโค่น พลิกพื้นดินล้อมรั้ว หว่าน พืชพรรณต่างชนิดลงในพื้นที่ภาคพื้นภูมิภาคจึงดูเขียวสด มีพืช พรรณขึ้นเต็ม แม้ที่ซึ่งคนมิได้ทำอย่างนั้น เพราะไม่มีเจ้าของเข้า เป็นเจ้าของ หญ้าระบัดต่างชนิดต่างพรรณ ก็ระบุขึ้นเต็มขึ้นที่ตาม ฤดูกาล ถ้าเราเป็นเจ้าของพื้นที่และได้หว่านพืชพรรณลงไว้เช่นนั้น เมื่อมีใครมาเหยียดย่ำ ทำให้พืชพรรณของเราเสียหายเราก็ไม่ พอใจ ดีไม่ดีเราก็จะปรับเอาค่าเสียหายอีกด้วยซ้ำไป เมื่อเป็น เช่นนี้การไปมาหาสู่กันด้วยธุระน้อยใหญ่ ก็ต้องหยุดชะงักลงใน ฤดูนี้ เรื่องเหล่านี้ ย่อมเป็นทางนำให้สันนิษฐานได้ว่า การหยุดพัก ในหน้าฝนนั้นเป็นการจำเป็นอย่างหนึ่ง ซึ่งเราเรียกว่า "เข้าพรรษา" หรือ "จำพรรษา" และเรียกตามธรรมเนียมของพระว่า "พระเข้า พรรษา" หรือ "พระจำพรรษา" และยังมีคนบางคนนำเอาไปใช้ เป็นคำสแลงก็ยังมี

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย คำว่า พรรษา เป็นคำไทยที่เราแผลงเอา มาจากคำบาลีหรือสันสกฤต ซึ่งเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ คำว่า พรรษา แปลว่า ฝน หมายเอาฤดูฝน เมื่อถึงฤดูฝนมีระเบียบวินัยว่า พระสงฆ์พุทธสาวก ท่านไม่จาริกไปแรมคืน ณ ที่ใด ท่านหยุดพัก อยู่เป็นที่ตลอดฤดูกฝน ความที่พระท่านหยุดพักไม่ไปไหนในฤดูนั้น เราเรียกว่า พระเข้าพรรษาหรือพระจำพรรษา แต่ท่านกำหนดเอา เพียงสามเดือนเหลือเดือนท้ายฤดูไว้เดือหนึ่ง เป็นเดือนเตรียมการ เพื่อจาริกไป เรื่องอันเป็นมูลเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงวางระเบียบ การจำพรรษานั้นดังนี้

มีเรื่องไว้ในวินัยปิฎก คัมภีร์มหาวรรค วัสสุปนายิกขันธ์ ว่า ประเทศอินเดียครั้งโบราณอันเป็นดินแดนที่เกิดพระพุทธศาสนา และเป็นถิ่นที่พระพุทธเจ้าทรงวางระเบียบเรื่องการจำพรรษานั้น เขาถือเป็นธรรมเนียมของบ้านเมืองในครั้งนั้นว่า เมื่อถึงฤดูฝนต่าง งดการไปมาหาสู่กันต่างเมืองชั่วคราว เช่นพ่อค้าสัตว์ พาหนะพ่อค้า- เกวียน พ่อค้าโคต่าง และพ่อค้าทางไกลต่างประเภท แม้กำลังเดิน ทางอยู่ในระหว่างทาง พอถึงฤดูฝนชั่วคราว ณ ที่ใด ต้องหยุดชั่วคราว ณ ที่นั้น ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะทางเป็นหลุมเป็นโคลนไปมาไม่สะดวก นอกจากนี้ยังถูกน้ำป่าหลากมาท่วมด้วย ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ต้องหัก โคเกวียนไว้ บุกน้ำบุกโคลนไปแค่ลำพังตัว เพื่อไม่ให้การงานบาง- อย่างต้องเสียไป ครั้งประถมโพธิกาลคือเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตอนต้นๆ ภิกษุบังเกิดน้อย ทั้งเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้นด้วย พอถึงฤดูฝน เช้าท่านก็หยุดพักของท่านเองตามธรรมเนียมของบ้านเมืองในยุคนั้น ยังไม่ต้องวางระเบียบแบบแผนอันใด เป็นแต่ต่างทำกันตามธรรม- เนียมนั้น แม้นักบวชลัทธิอื่นที่เรียกกันว่า ฤๅษีชีไพร ซึ่งมีมาก่อน พุทธกาลนั้นได้ฤๅว่าอยู่ตามป่าตามเขาเป็นปกติ แค่พอถึงฤดูฝน เข้า ก็ต้องเข้าอาศัยหมู่บ้านพักชั่วคราวตลอดฤดูฝนเหมือนกัน ต่อมา มีภิกษุมากขึ้น ผู้ที่มาเป็นภิกษุนั้นมาจากวรรณะต่าง ๆ กัน ที่มี การศึกษาดีมาก็มี ที่มีการศึกษาน้อยก็มี มีความประพฤติ และ อัธยาศัยต่าง ๆ กัน บางรูปก็มุ่งความสงบเรียบร้อยของหมู่เป็น ที่ตั้ง บางรูปก็มักจะทำเอาแค่ใจตัวเอง ทำให้เกิดความไม่สม่ำ- เสมอกันขึ้น

วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับสำราญพระอิริยาบถ อยู่ ณ พระเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน พระนครราชคฤห์มีภิกษุสงฆ์พุทธสาวกพวกหนึ่งเรียกว่า ฉัพพัคคีย์เที่ยวจาริกไปตลอดทุกฤดู มิได้หยุดหักคามธรรมเนียมที่เขานิยมกันนั้น เมื่อคราวฝนตกชื้นภูมิภาคชุ่มด้วยน้ำฝน เป็นหล่มเป็นโคลนก็ยังเที่ยวเหยียบย่ำข้าวกล้าหญ้าระบัดสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ให้พินาศด้วยฝีเท้า ชาวบ้านพากันติเตียนว่า แม้แต่พวกเตียรถีย์บริหารฤกษ์เขายังหยุดกัน โดยที่สุดแม้นกยังทำรังบนยอดไม้หลบฝน พระสมณศากยบุตรทำไมจึงยังมาเที่ยวอยู่ทั้งสามฤดูอยู่ฉะนี้เล่า พระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงโปรดให้พระสงฆ์พุทธสาวกหยุดพักในฤดูฝน ทรงกำหนดเอาวันแรมค่ำหนึ่งเดือนแปดแห่งปี คือวันที่พระจันทร์เสวยฤกษ์อาสาฬหะล่วงไปแล้ววันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันย่างเข้าเขตฤดูฝนวันแรกของฤดู ถึงวันเพ็ญเดือน ๑๑ มีกำหนดสามเดือน ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ เพิ่มเดือน ๘ อีกเดือนหนึ่งตามคตินิยม ก็ถือเอาวันแรมค่ำหนึ่งเดือนแปดหลัง แต่ถ้ามีความจำเป็นจะเข้าพรรษาในวันนี้ไม่ได้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งก็ทรงกำหนดไว้อีกวันหนึ่ง คือวันแรมค่ำหนึ่งเดือนเก้า คือถัดจากวันเข้าพรรษาต้นไปเดือนหนึ่ง ในระหว่างนั้นให้พระภิกษุสงฆ์กำหนดใจว่าจะอยู่ ณ ที่หนึ่ง ไม่ไปแรมคืน ณ ที่แห่งอื่น หากมีความจำเป็นด้วยการอันเป็นกิจลักษณะ เช่น มีการสงฆ์ หรือชาวบ้านมีศรัทธานิมนต์ไปเป็นต้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้คราวหนึ่งไม่เกิน ๗ คืน เกินกำหนดนี้พรรษาขาดไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษาทั้งถูกปรับโทษด้วย

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย เหตุที่พวกเราถือเอาการจำพรรษาของพระสงฆ์พุทธสาวกเป็นการใหญ่เช่นนี้ ก็เพราะพระแต่ครั้งพุทธกาลนั้น ท่านไม่ได้อยู่เป็นที่ ก็เฉพาะแต่ในฤดูฝนสามเดือนเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นช่องที่ชาวบ้านจะได้บำเพ็ญกุศลด้วยวิธีต่าง ๆ ตามความพอใจของผู้ถือพระพุทธศาสนา และเมื่อพระไปพักจำพรรษา ณ หมู่บ้านใด ก็ถือว่าเป็นโชคดีของหมู่บ้านนั้น ทำกันเป็นประเพณีสืบมา ประเพณีเนื่องด้วยการเข้าพรรษาของพระสงฆ์ย่อมมีมาด้วยประการฉะนี้

กล่าวเฉพาะในหมู่คนไทยเรา ไทยชาวพุทธก็ได้ถือเป็น ประเพณีมานานแล้ว และนิยมกันทั่วไปตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินผู้ ปกครองบ้านเมืองก็ได้ทรงประกอบบุญ เนื่องในวันเข้าพรรษานี้ เป็นพระราชพิธีด้วย ความข้อนี้ปรากฏในคำณรถครั้งกรุงสุโขทัย เป็นราชธานีของประเทศไทยว่า "ครั้นถึงเดือน ๑๐ นักขัตฤกษ์ ใหญ่ การพระราชพิธีอาสาฬหบูชา พระวรบุตรพุทธชิโนรสในพระ ศาสนา จะจำพรรษาเป็นมหาสันนิบาตทุกอาราม ฝ่ายพราหมณ์- จารย์ก็จะเข้าพรตสมาทานศีล บริโภคกระยาบวชบูชากุณฑ์ พิธี กริ่งเดือน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึ่งดำรัสสั่งนายนักการให้จัดแจงตกแต่ง เสนาสนะทุกพระอารามหลวง แล้วพระราชทานถวายภิกษาสมณ เป็นต้นว่า เตียงตั้งที่นั่งที่นอนเสื่อสำลาดและสังฆทาน และผ้าสีค- าวาสิกพัสตรสถาพัตร ที่สานภัตรทั้งประทีปเทียนจำนำพรรษาบูชา พระบรมธาตุพระพุทธปฏิมา พระปริยัติธรรมสิ้นไตรมาส ถวาย รูปเทียนชวาลาน้ำมันตามไส้ประทีปแก่พระภิกษุสงฆ์ บรรดาจำ พรรษาในพระอารามหลวง ทั้งในกรุงและนอกกรุงทั่วถึงกันตาม ลำดับประการหนึ่ง ทรงพระราชอุทิศเครื่องกระยาสังเวยสาธุกรรม พระเทวรูปในเทวสถานหลวงทุกสถาน ทั้งสักการหมู่พราหมณ์ จารย์ผู้จำพรต อ่านอิศวรเวทเพทังคศาสตร์ บูชาพระเป็นเจ้าด้วย เสวตรพัสตราภรณ์และเครื่องกระยาบวช ทั้งประทีปเทียนวิสามณฑ์ ให้บูชากุณฑ์ด้วยทรงพระราชศรัทธา ในพระพุทธศาสนาไซร้แล เจียกัน" ข้อความที่กล่าวนี้ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า พิธีเข้าพรรษา ของพระนั้น ผู้นับถือพุทธศาสนาดังตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดิน ก็ทรง ประกอบพิธีเป็นการใหญ่ด้วยเหมือนกัน และยังมีข้อความในตำนาน ได้กล่าวไว้อีกว่า "บรรดาชนทั้งปวงในสกุลต่าง ๆ มีศักดิ์ตระกูล และพราหมณ์ ตระกูลคหบดี เป็นต้น ต่างรักประเทียบบริวาร ทั้งบุตรหลานญาติและมิตรออกไปสโมสร สันนิบาตพร้อมเพรียงกัน ณ พระอารามใหญ่น้อยทั่วทุกแห่งทุกตำบล อุทิศยุวพัตรสาฎก และ ปัจจัยการถวายแก่ภิกษุสงฆ์สามเณรทั่วถิ่นกัน แล้วมหาชนชาย- หญิงต่างตั้งเบญจางคประดิษฐ์ สมาทานอุโบสถศีลอันมีองค์แปด ในสำนักพระมหาเถระเจ้าทั้งหลายบ้าง ก็ออกวจีเภทว่าข้าพเจ้าจะ รักษาอุโบสถเป็นปาฏิหาริยัปปักอุโบสถสั้นวสันตุฤดูนี้เดือน ๓ บ้างก็ สมาทานเป็นเฉมาสิกนิพัทโธโบสถ คือ รักษาศีลในพรรษาสั้น ไตรมาสสามเดือน บ้างก็สมาทานเป็นเอกมาสิกนิพัทอุโบสถ คือ รักษาตั้งแต่เพ็ญเดือน ๑๑ ไปจนถึงเพ็ญเดือน ๑๒ เสมอทุกวัน บ้าง ก็สมาทานเป็นอัฏฐมมาสิกนิพัทอุโบสถ คือรักษาศีลเสมอทุกวันใน วันศุกร์ปักษ์กาฬปักษ์กิ่งเดือน บ้างก็รักษาแต่ปรกติอุโบสถเดือนละ แปดครั้ง บ้างก็สมาทานเป็นปฏิจาครอุโบสถ มีวันรับวันส่งเดือน- หนึ่งรักษาศีลสิบเก้าวัน และสดับตั้งพระธรรมกถึกสำแดงพระธรรม เทศนา และพระภิกษุสงฆ์สาธยายพระปริตในที่นั้น ๆ เสมอเป็นนิตย์ ทุกวันมิได้ขาด ครบเท่าสั้นไตรมาสสามเดือน โดยนิยมดังนี้" ข้อความที่กล่าวนี้ แสดงให้เห็นได้อื้อว่าการเข้าพรรษานี้ ชาวพุทธ ทั่วไปถือเป็นสำคัญ และถือโอกาสนี้บำเพ็ญบุญกุศลอย่างไร และ นางนพมาศได้กล่าวถึงความสามารถของตนไว้ด้วยว่า "อันว่าพิธี อาสาฬหบูชาใหญ่ ข้าน้อยได้ คิดกระทำพนมดอกไม้ทอง และ กอโกสุมประทุมทอง อันวิจิตรด้วยวาดเขียนนำขึ้นถวายสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงบูชาพระรัตนตรัยบ้าง พระเทวรูปบ้าง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฟังก็พอพระอัธยาศัย จึงดำรัชมข้าน้อยว่า เป็นคนฉลาดคิด โปรดพระราชทานสักการรางวัลเป็นอันมาก แต่นั้น มา มหาชนชายหญิง ทั่วทั้ง พระนคร ก็ถือเอา เป็นอย่าง ต่างพนม ดอกไม้ และกอบัวชาติมีพรรณต่าง ๆ บูชาพระรัตนตรัยใน พระราชพิธีอาสาฬหบูชามากขึ้นทุกที ฝ่ายนางในทั้งหลายก็ถือเข้า อย่างขนมดอกไม้ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ควรพระราชทาน รางวัลตามกำลังและบรรดาศักดิ์ด้วยกันเป็นอันมาก จึงพระบาทสมเด็จ พระร่วงเจ้าแผ่นดิน มีพระราชบริหารสรรเสริญว่าเบื้องหน้าแต่นี้ไป ชนชายหญิงในพระราชอาณาจักรประเทศสยามภาษาบรรดาเป็น สัมมาทิฐิให้กระทำพนมดอกไม้กอบัวบูชาพระรัตนตรัยในพระราชพิธี อาสาฬหมาส ให้เรียกนามพนมดอกไม้ว่า พนมพรรษา จงอย่าได้ รู้สูญตราบเท่า กัลปาวสาน ข้าน้อยนพมาศ ก็ถึงซึ่งชื่อเสียงว่า เป็นคน ฉลาดปรากฏนามอยู่ในแผ่นดินได้อีกอย่างหนึ่ง" ตามข้อความนี้ แสดงถึงความฉลาดในพิธีจัดสรรเครื่องสักการบูชาของนางนพมาศ และมีสิ่งหนึ่งคือเรื่องกอบัวเข้าพรรษานี้ แม้เดี๋ยวนี้ยังมีผู้ทำกันอยู่ ทั่วไป ทำด้วยวัตถุต่าง ๆ อย่างวิจิตรพิสดารด้วยซ้ำไป เห็นได้ว่า ยังไม่เป็นของสาปสูญตามพระบรมราชโองการสรรเสริญของ พระร่วงจริง ๆ อีกด้วย

ตกมาถึงกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทย พิธีเนื่องด้วยเข้าพรรษาดูเหมือนยิ่งทำกันหนาแน่นชิ้นทั้งทั่วไป แต่ก็คงเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ในหนังสือขุนหลวงหาวัด กล่าวถึงพิธีอาสาฬหบูชาว่าบวชนาคหลวงเท่าพระชนมายุของพระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลนั้น ๆ แต่ก็ไม่ได้กล่าวถึงทรงผนวชเจ้านาย ธรรมเนียมบวชนาคหลวงเท่าพระชนมายุนี้ น่าจะมีขึ้นในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวพระบรมโกศ เพราะทรงพระราชศรัทธา พระราชทานผ้าไตรบริขารแก่ข้าราชบริพารที่ลาบวชทั่วหน้า พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย แต่จะคิดเป็นธรรมเนียมอยู่เพียงใด ยังทราบแน่ไม่ได้ บัดนี้การบวชยังมีอยู่แต่จำนวนไม่ได้จำกัดเช่นนั้น และมีข้อความตอนหนึ่งว่าครั้งวันเพ็ญเดือนแปดจึงทรงเทียนพรรษาหลวงทั้งในกรุงและนอกกรุง และหัวเมืองเอกโทเป็นเทียนเป็นอันมาก

การพิธีเข้าพรรษา ตกมาในกรุงรัตนโกสินทร์ นี้พิธีพราหมณ์หายไป คงเหลือแต่วิธีพุทธเท่านั้น และยังคงทำกันอยู่ทั้งราษฎรและหลวงแม้ด้วยครั้งสุโขทัยโน้นแล ในพิธีนี้เราถือโอกาสถวายเครื่องสักการะแก่พระเกจิผู้เป็นที่เคารพนับถือของเรา ดังต้นแต่พระอุปัชฌาย์พระอาจารย์ หรือพระเถระที่เราเคารพนับถือเสมอด้วยครูบาอาจารย์นานเลของถวายเข้าพรรษานี้ที่ยังนิยมกันอยู่ก็มีดอกไม้รูปเทียนหมากพลูและมีพิเศษไม้ชำระ ไม้ชำระฟัน ไม้จิ้มลิ้น พุ่มเทียน หรือกอบัว และต่างก็ได้แก้ไขสิ่งเหล่านี้ตามควรแก่ภาวะของผู้ถวาย แต่เห็นได้ว่ายังคงอยู่ ยังไม่สาบสูญไปตามความตั้งพระราชหฤทัยของพระร่วงเจ้า

ก่อนวันเข้าพรรษามีประเพณีอย่างหนึ่ง คือทำเทียนพรรษา เทียนพรรษานี้ทำใหญ่โตถึงต้องหล่อ - หล่อโดยที่คะเนว่าจะจุดไป ได้ถึงสามเดือนตลอดพรรษาโดยมิได้ดับในระหว่างเลย หล่อแล้วก็ ฉลองกันสนุกสนานไปก็มี ทำกันอย่างประกวดประชันก็มี ทำตาม ปกติทีมี ทั้งนี้แล้วแต่ความสมัครใจ ทำแล้วแห่ไปถวาย ณ วัด นั้น ๆ แต่เดี๋ยวนี้มักหล่อในอักนั้น ๆ ที่เดียว ไม่ต้องแห่มาวัด แต่ แม้เช่นนี้ก็ยังแห่ออกมาชมกันเล่นก็มี มีประเพณีอีกอย่างหนึ่ง คือ ในวันเข้าพรรษานี้ ฝ่ายพระภิกษุสามเณรต่างก็นำสักการะไปทำ สามีจิกรรม เรียกว่าทำวัตรครูบาอาจารย์ และผู้ที่เคารพนับถือ และถวายสักการะยังปูชนียสถานต่าง ๆ ที่มีอยู่ในวัดนั้น ๆ หรือที่ เป็นหลักของบ้านเมือง เช่นพระแก้วมรกตเป็นต้น เป็นการยอม รับผิดหากว่ามีขึ้นด้วยความเขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ เหตุเพราะต้อง อยู่ร่วมกันเตรียมป้องกันไว้ก่อนคือให้อภัยกันไว้เลยทีเดียว ซึ่งเป็น ธรรมเนียมดีหนักหนา พวกคฤหัสถ์ถือเอานัยนี้จึงนำเครื่องสักการะ ตามสามารถไปถวายพระเถระผู้เป็นอุปัชฌายะและอาจารย์ และ ที่เป็นที่เคารพนับถือของคน ในเทศกาลเข้าพรรษานี้ด้วย คล้ายส่ง ความสุขมีใหม่ของคนในสมัยใหม่เคียง แต่ถือกันว่า การถวาย สักการะของพระเณรของคฤหัสถ์ก็ดี ต้องนำไปเองถึงสำนักท่าน จะให้กลางทางไม่ได้ หรือพบเข้าในที่ใดจะถวายที่นั้นไม่ได้ ถ้าไม่ สามารถจะไปเองได้ส่งไปก็ได้ ให้คนนำไปแทนก็ได้แต่ต้องนำไป ถึงสำนักท่าน มิฉะนั้นก็ไม่เป็นอันทำ เพราะไม่แสดงความเคารพ ด้วยใจจริง มีธรรมเนียมอีกอย่างหนึ่งอันเนื่องด้วยพรรษานี้ คือ การถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่ภิกษุสามเณรผู้จำพรรษา ธรรมเนียมนี้ ทำไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษา ๕ วันแล้ว แต่บัดนี้นิยมถวายใน วันเพ็ญหรือวันเข้าพรรษานั้นเอง เป็นอีกธรรมเนียมหนึ่งต่างหาก จะได้พูดในโอกาสอื่นต่อไป

ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ประเพณีทำบุญเข้าพรรษาที่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงบำเพ็ญ เป็นพระราชกุศลประจำปี ยังคงมีอยู่ในบัดนี้ เสด็จทรงบาตรหรือโปรดให้เจ้านายออกทรงบาตร ในพระบรมมหาราชวังที่พระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ๓ วัน คือวันขึ้น ๓๕ ค่ำและวันแรมค่ำหนึ่งเดือนแปดหลังวันนี้ วันละ ๑๕ รูป ในวันทรงบาตรนี้ มีธรรมเนียมว่า ถ้าวันอาทิตย์ตกในวันใดวันหนึ่ง ในสามวันนั้นต้องนิมนต์พระสงฆ์วัดมหาธาตุรับพระราชทานบาตร พระที่รับบาตรต้องห่มคลุมมีย่าม ถ้าวัดมหาธาตุต้องย่ามแดง ถือเป็นธรรมเนียมมาว่า ถ้าพระราชทานบาตรหรือย่ามแก่พระเณรวัดมหาธาตุ ก็ต้องย่ามแดงกับบาตรแดง ถ้าเป็นวันจันทร์ต้องนิมนต์พระวัดราชบูรณะ วันอังคารวัดระฆัง วันพุธวัดเชตุพน วันพฤหัสบดีวัดชนะสงคราม วันศุกร์วัดสุทัศน์ วันเสาร์วัดอรุณ ในปีนี้ตรงกับวันเสาร์ อาทิตย์ และจันทร์ คงเปลี่ยนวัดราชบูรณะเป็นวัดเชตุพนและวัดราชประดิษฐ์และราชบพิธบ้าง และในวันเพ็ญคือวันที่ ๒๖ เดือนนี้ เวลา ๙ นาฬิกา เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพุ่มเทียนพรรษาแก่พระสังฆราช, คณะและพระครูฐานานุกรมเปรียญตามศักดิ์ ใครที่อยู่ในพระนครนี้จะเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท โดยเสด็จพระราชกุศลก็ยังได้ วันรุ่งขึ้นก็จะได้ทรงพระกรุณาโปรดให้เจ้านายเสด็จแทนพระองค์ยังพระอารามหลวงทั่วไป เพื่อทรงจุดเทียนพรรษาของหลวงและถวายพุ่มบูชาพระพุทธปฏิมา เป็นเสร็จพิธีพระราชกุศลเข้าพรรษา บัดนี้ในวันเข้าพรรษายังมีธรรมเนียมอีกอย่างหนึ่ง คือสวดมหาชาติคำหลวง เข้าใจว่าคงจะมีมาแต่แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแล้ว บัดนี้ก็ยังมีอยู่ที่ในโบสถ์พระแก้วส่วนครับ เสร็จในเวลาเสร็จพระราชดำเนินพระราชทานพุ่มเทียนพรรษา ทำนองสวดเป็นอย่างโบราณ ผู้ที่สวดได้ยังเหลืออยู่คนเดียวเท่านั้น และสวดได้เพียงกัณฑ์เดียวเท่านั้นแถมอายุก็มากเสียด้วยอีก น่าเสียดายแท้ ธรรมเนียมนียังแพ่มาสวดโอ้เอ้ วิหารรายด้วย ท่านผู้ฟังทั้งหลาย โอกาสของท่านมาถึงแล้วท่านมีกำลังสมบูรณ์ ท่านจงเลือกบำเพ็ญกุศลจริยาตามปรารถนาเถิด เมื่อท่านได้บำเพ็ญแล้ว ท่านจงแผ่ส่วนกุศลแก่สัตว์นานาชนิดทั้งหลายด้วย เพื่อความอยู่สงบของสัตว์นานาชนิดเหล่านั้น เชิญเถิดท่านทั้งหลาย ขโณ มาโว อุปจุชฺชา อย่าให้โอกาสอันดีงามท่วงทีเราไปเสีย ประเพณีนี้ ไทยเราได้เริ่มต้น และได้แก้ไขเปลี่ยนแปลง บำรุงรักษามานานแล้ว ประเพณีนี้ยังคงอยู่ได้เพียงใด วัฒนธรรมของไทยเราก็ยังอยู่ได้เพียงนั้นแหละ

สวัสดี