เล่มที่ 47

ภิกษุพึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ ไม่พึง นิยมในการกล่าวมุสา ไม่พึงก...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 677


เนื้อหา

ภิกษุพึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ ไม่พึง นิยมในการกล่าวมุสา ไม่พึงกระทำความ โอ้อวด อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความ เป็นอยู่ด้วยปัญญา ศีลและพรต, ภิกษุถูกผู้อื่นเสียดสีแล้ว ได้ฟังวาจา มากของสมณะทั้งหลายหรือของชนผู้พูดมาก ไม่พึงโต้ตอบด้วยคำหยาบ เพราะสัตบุรุษ ทั้งหลายย่อมไม่กระทำความเป็นข้าศึก. ภิกษุรู้ทั่วถึงธรรมนี้แล้ว ค้นคว้า พิจารณาอยู่ รู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบ ดังนี้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ ไม่พึง ประมาทในศาสนาของพระโคดม. ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ครอบงำอารมณ์มี รูปเป็นต้น อันอารมณ์มีรูปเป็นต้นครอบงำ ไม่ได้ เป็นผู้เห็นธรรมที่ตนเห็นเองประจักษ์ แก่ตน เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุผู้ไม่ประมาท พึงนอบน้อมศึกษาไตรสิกขาอยู่เนือง ๆ ใน ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทุกเมื่อเทอญ. ตุวฏกสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ปุจฺฉามิ ตํ ข้าพระองค์ขอทูลถามพระ- องค์ดังนี้. พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ? ในมหาสมัยนั้นอีกนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้เพื่อ ทรงประกาศความนั้นแก่ทวยเทพบางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า อะไรหนอ คือการ ปฏิบัติเพื่อบรรลุพระอรหัตจึงให้พระพุทธนิมิตตรัสถามโดยนัยก่อนนั่นแล. ใน คาถาต้นนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้คำถามด้วยการเทียบเคียงความเห็นใน บทนี้ว่า ปุจฺฉามิ ดังนี้. บทว่า อาทิจฺจพนฺธุํ คือ เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์. บทว่า วิเวกํ สนฺติปทญฺจ ได้แก่ ผู้สงัดและมีความสงบเป็นที่ตั้ง. บทว่า กถํ ทิสฺวา คือ เห็นด้วยเหตุไร อธิบายว่า เป็นผู้เป็นไปแล้วอย่างไร.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน