เล่มที่ 47

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงพร่ำสอนพราหมณ์นั้นด้วยความบริสุทธิ...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 367


เนื้อหา

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงพร่ำสอนพราหมณ์นั้นด้วยความบริสุทธิ์ แห่งวรรณะ ๔ อย่างนี้แล้ว เพื่อทรงแสดงที่เป็นที่สำเร็จแห่งการบูชายัญจึงตรัส คาถามีอาทิว่า สจฺเจน ทนฺโต ฝึกตนด้วยสัจจะดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า สจฺเจน ได้แก่ ปรมัตถสัจจะ จริงอยู่ผู้บรรลุ ปรมัตถสัจจะนั้นชื่อว่าเป็นผู้ฝึกตนแล้ว. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส ว่า สจฺเจน ทนฺโต ดังนี้. บทว่า ทมสา อุเปโต ได้แก่ ประกอบแล้ว ด้วยการฝึกฝนอินทรีย์. บทว่า เวทนฺตคู ได้แก่ ถึงที่สุดแห่งกิเลสด้วยเวท หรือถึงมรรคญาณที่ ๔ อันเป็นที่สุดแห่งเวททั้งหลาย. บทว่า วุสิตพฺรหฺม- จริโย ได้แก่ อยู่จบมรรคพรหมจรรย์ เพราะไม่มีกิจที่จะต้องอยู่อีก. บทว่า กาเลน ตมฺหิ หพฺยํ ปเวจฺเฉ พึงหลั่งไทยธรรมในทักขิไณยบุคคลนั้น ตามกาล ความว่า พึงกำหนดเวลาที่ตนจะเอาไทยธรรมไปตั้งและเวลาที่ทักขิ- ไณยบุคคลนั้นอยู่เฉพาะหน้า แล้วพึงหลั่งคือพึงมอบไทยธรรมในทักขิไณย- บุคคลเช่นนั้นตามเวลานั้น. บทว่า กาเม ได้แก่ วัตถุกามและกิเลสกาม. บทว่า สุสมาหิตินฺทฺริยา คือมีอินทรีย์ตั้งมั่นแล้วด้วยดี. ท่านอธิบายว่ามี อินทรีย์ไม่ฟุ้งซ่าน. บทว่า จนฺโทว ราหุคฺคหณา ปมุตฺโต ได้แก่ เหมือนพระจันทร์ที่พ้นจากการจับของราหู ฉันใด ผู้พ้นจากการจับของกิเลส ย่อมเปล่งปลั่งฉันนั้น. บทว่า สตา คือเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสติ. บทว่า มมายิตานิ ได้แก่ ละตัณหาและทิฏฐิที่คนพาลถือว่าเป็นของเราได้แล้ว. บทว่า โย กาเม หิตฺวา ละกามทั้งหลายได้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึง พระองค์ตั้งแต่ต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า กาเม หิตฺวา คือละกิเลสกาม ได้แล้ว. บทว่า อภิภุยฺยจารี ได้แก่ ชื่อว่าครอบงำวัตถุกามทั้งหลายเที่ยวไป เพราะละวัตถุกามเหล่านั้นได้แล้ว. ท่านกล่าวพระนิพพานว่าเป็นที่สุดแห่งชาติ และมรณะ. บทว่า โย เวทิ คือรู้ที่สุดแห่งชาติและมรณะนั้นด้วยกำลังปัญญา. บทว่า อุทกรหโทว เหมือนห้วงน้ำ ความว่า สระใหญ่ ๗ สระในป่าหิมวันตะ คือ สระอโนดาต สระกัณณมุณฑะ สระรถการะ สระฉัททันตะ สระกุณาละ สระมัณฑากินี สระสีหปปาตะ เหล่านี้ใด เย็นอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่ถูกความ ร้อนคือไฟและพระอาทิตย์สัมผัส ผู้รู้ที่สุดแห่งชาติและมรณะชื่อว่าดับความ เร่าร้อนได้ เป็นผู้เยือกเย็น เพราะดับความเร่าร้อนคือกิเลสได้เหมือนห้วงน้ำ เหล่านั้นห้วงใดหวังหนึ่งฉะนั้น. บทว่า สโม ได้แก่ เท่ากัน. บทว่า สเมหิ ได้แก่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีพระวิปัสสีเป็นต้น. เพราะพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ท่านกล่าวว่า สมา คือ เป็นผู้เสมอกันเพราะเสมอกันด้วยการตรัสรู้. พระ- พุทธเจ้าเหล่านั้นไม่มีความต่างกันในคุณที่ควรบรรลุในการตรัสรู้หรือในโทษ ที่ควรละ. พระพุทธเจ้าเหล่านั้นมีความต่างกันด้วยกาล อายุ ตระกูล ประมาณ การบรรพชา ความเพียร ที่ตรัสรู้ และพระรัศมี. เป็นความจริงดังนั้น เจ้าทั้งหลายโดยกำหนดอย่างต่ำ ทรงบำเพ็ญบารมีมาสี่อสงไขยแสนกัป โดยกำหนดอย่างสูง สิบหกอสงไขยแสนกัป นี้คือความต่างแห่งกาลของพระ- พุทธเจ้าเหล่านั้น. อนึ่งโดยกำหนดอย่างต่ำ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติใน กาลที่คนมีอายุ ๑๐๐ ปี โดยกำหนดอย่างสูง ในกาลที่คนมีอายุแสนปี นี้คือ ความต่างแห่งอายุ. พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติในตระกูลกษัตริย์ หรือใน ตระกูลพราหมณ์ นี้คือความต่างกันแห่งตระกูล. พระพุทธเจ้าทั้งหลายสูง ประมาณ ๘๘ ศอก หรือต่ำประมาณ ๑๕-๑๘ ศอก นี้คือความต่างแห่ง ประมาณ. พระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จออกบรรพชาด้วย ช้าง ม้า รถและวอ เป็นต้น หรือโดยทางอากาศ เช่นพระวิปัสสี พระกกุสันธะเสด็จออกบรรพชา ด้วยรถม้า พระสิขี พระโกนาคมนะเสด็จออกโดยกองช้าง พระเวสสภูเสด็จ ออกโดยวอ พระกัสสปเสด็จออกโดยทางอากาศ พระศักยมุนีเสด็จออกโดย หลังม้า นี้คือความต่างกันแห่งการออกบรรพชา. พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญ เพียรเจ็ดวันบ้าง กึ่งเดือนบ้าง เดือนหนึ่งบ้าง สองเดือนบ้าง สามเดือนบ้าง สี่เดือนบ้าง ห้าเดือนบ้าง หกเดือนบ้าง หนึ่งปีบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง โพธิ์ปีบ้าง ห้าปีบ้าง หกปีบ้าง นี้คือความต่างกันแห่งความเพียร. ตรัสรู้ใต้ต้น โพธิ์ใบบ้าง ต้นไทรเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง นี้คือความต่างกันแห่งที่ ตรัสรู้. พระพุทธเจ้าทั้งหลายประกอบด้วยพระรัศมีวาหนึ่ง พระรัศมี ๘๐ วา และพระรัศมีไม่มีกำหนด ในพระรัศมีเหล่านั้น พระรัศมีวาหนึ่งและ ๘๐ วา เหมือนกันทุกพระองค์ แต่พระรัศมีไม่มีกำหนดแผ่ไปไกลบ้างใกล้บ้างคาวุตหนึ่ง สองคาวุต โยชน์หนึ่ง หลายโยชน์ และสุดจักรวาลบ้าง. พระรัศมีของ พระพุทธมงคลแผ่ไปถึงหมื่นจักรวาล. เมื่อเป็นเช่นนี้พระรัศมีของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายย่อมแผ่ไปตามพระประสงค์ เพราะเกี่ยวกับใจคิด นี้คือความต่างกัน แห่งพระรัศมี. เว้นความต่างกัน ๘ อย่างเหล่านี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี ความต่างกันในคุณที่ควรบรรลุถึงการตรัสรู้ที่เหลือหรือในโทษที่ควรละ เพราะ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า สมา คือเป็นผู้เสมอกัน. พระตถาคตเป็นผู้เสมอด้วย พระพุทธเจ้าเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้. บทว่า วิสเมหิ ทูเร ห่างไกลจากผู้ ไม่เสมอทั้งหลายคือห่างไกลจากสรรพสัตว์ที่เหลือมีพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้ไม่เสมอ. จริงอยู่ แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญตลอด ชมพูทวีปก็ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวด้วยคุณ ทั้งหลาย. จะกล่าวไปทำไมถึงพวกสาวกเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า วิสเมหิ ทูเร ดังนี้. พึงประกอบบทว่า ทูเร ด้วยบททั้งสองว่า ตถาคโต โหติ.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน