เล่มที่ 44

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นามว่า ตครสิขี ผู้อยู่ในภายในพระปัจเจก-...

หมวดหมู่: พระสุตตันตปิฎก ประเภทเนื้อหา: คำสอน ลำดับที่: 419


เนื้อหา

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นามว่า ตครสิขี ผู้อยู่ในภายในพระปัจเจก- พุทธเจ้า ๕๐๐ รูปเหล่านั้น ผู้บรรลุปัจเจกโพธิญาณอย่างนั้น เข้านิโรธ- สมาบัติตลอด ๗ วัน ที่เงื้อมนันทมูลกะ ณ คันธมาทนบรรพต ล่วงไป ๗ วัน จึงออกจากนิโรธ เหาะมาลงที่อิสิคิลิบรรพต ในเวลาเช้า ครองผ้า แล้วถือบาตรและจีวรแล้ว เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์. ก็ในสมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์ มีบุตรเศรษฐี คนหนึ่ง พร้อมด้วยบริวารหมู่ใหญ่ ออก จากพระนคร เพื่อกรีฑาในอุทยาน พบพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า ตครสิขี คิดว่า ใครนี่ หัวโล้น ครองผ้ากาสาวะ จักเป็นคนโรคเรื้อน เอาผ้าของคนโรคเรื้อน คลุมร่างกายไปอย่างนั้นแล ดังนี้แล้วจึงถ่มน้ำลาย หลีกไปทางเบื้องซ้าย ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า สุปฺปพุทฺโธ กุฏฺ€ี อิมสฺมึเยว ราชคเห ฯ เป ฯ ปกฺกามิ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กฺวายํ ตัดเป็น โก อยํ (คือ) เรา กล่าวโดยการขู่. บาลีว่า โกวายํ ดังนี้ก็มี. ด้วยบทว่า กุฏฺ€ิ เขากล่าว ถึงท่านผู้ไม่เป็นโรคเรื้อน ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่นั้นแล ว่าเป็นโรค เรื้อน ให้ถึงอักโกสวัตถุ. บทว่า กุฏฺ€ิจีวเรน แปลว่า ด้วยจีวรของคน โรคเรื้อน. ท่านแสดงว่า ก็แม้พระปัจเจกพุทธเจ้านี้ก็เหมือนคนโรคเรื้อน โดยมากที่ถือเอาผ้าอย่างใดอย่างหนึ่งมานุ่งห่ม เพื่อป้องกันเหลือบยุง เป็นต้น และเพื่อป้องกันโรค. อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่ท่านทรงผ้า บังสุกุลจีวร เจาจึงดูหมิ่นว่า เป็นเหมือนร่างของคนขี้เรื้อน เพราะผ้าปะ มีสีหลายอย่าง จึงกล่าวว่า กุฏฺ€ิจีวเรน ดังนี้. บทว่า นิฏฺฐุหิตฺวา ได้แก่ ถ่มน้ำลาย. บทว่า อปพฺยามโต กริตฺวา ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย เห็น พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เช่นนั้น ไหว้แล้วกระทำประทักษิณ แต่บุรุษโรคเรื้อน นี้เดินไปทางซ้ายพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น คือให้ทานอยู่ด้านซ้ายมือตนเดิน ไปด้วยความดูหมิ่น เพราะความที่ตนไม่เป็นวิญญูชน. ปาฐะว่า อปวามโต ดังนี้ก็มี. บทว่า ตสฺส กมฺมสฺส ได้แก่ กรรมชั่วที่เป็นไป ด้วยการ ดูหมิ่นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าตครสิขีว่า ใครนี้เป็นโรคเรื้อน แล้วจึง ถ่มน้ำลายหลีกไปทางซ้าย. บทว่า นิรเย ปจิตฺถ ได้แก่ เขาถูกไฟนรก ไหม้. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปจิตฺวา นิรยคฺคินา ดังนี้ก็มี. บทว่า ตสฺเสว กมฺมสฺส วิปากวเสเสน ได้แก่ เขาถือปฏิสนธิในนรกด้วย กรรมใด กรรมนั้น ย่อมไม่ให้ผลในมนุษยโลก อนึ่ง เวทนาของเขาอัน เป็นไปในขณะต่างกัน เป็นไปด้วยอำนาจการปฏิบัติผิดในพระปัจเจก- พุทธเจ้า ในเวลานั้น เป็นกรรมอำนวยผลในภพต่อ ๆ ไป เมื่อวิบากกรรม ให้ปฏิสนธิเป็นไตรเหตุ ในพวกมนุษย์เพราะบุญกรรมอันเป็นตัวอำนวย ผลในภพอื่น ๆ นั้นแล แต่ให้ถึงความเป็นโรคเรื้อน เป็นคนเข็ญใจ และเป็นคนน่าสงสารนั้นนั่นเอง ด้วยอำนาจความเป็นกรรมมีส่วนเสมอกัน. จริงอยู่ การบัญญัติกรรมนั้น ปรากฏแล้วในโลกแม้เช่นนี้ เหมือนการ บัญญัตินั่นแลว่า สิ่งที่มีรสขมเท่านั้นเป็นโอสถ. ครั้นทรงแก้ปัญหาที่ภิกษุ นั้นทูลถามว่า เหตุอะไรหนอ พระเจ้าข้า ดังนี้ ด้วยลำดับคำเพียงเท่านี้ บัดนี้ เพื่อจะแก้ปัญหาที่ภิกษุทั้งหลายถามในกาลก่อนว่า ท่านมีคติเป็นอย่างไร ภพเบื้องหน้าของท่านเป็นอย่างไร จึงตรัสคำมีอาทิว่า โส ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ ดังนี้.


เนื้อหาถูกจัดระเบียบและประมวลผลเพื่อให้อ่านง่าย รักษาความหมายเดิมไว้ครบถ้วน