วัดพระงาม

สถาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดพระงาม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๔๕ ถนนหน้าโรงไฟฟ้า ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ประกาศ ตั้งวัด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ได้รับพระราช ทานวิสุงคามสีมาครั้งหลัง เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระ อารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ นับตั้งแต่วันที่

๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙

เขตที่ตั้งและอุปจาระของวัด ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๔๔ ไร่ ๔๘ ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือ จดที่ดินของการรถไฟ แห่งประเทศไทย (เส้นทางรถไฟสายใต้) ทิศใต้จดถนนพยาพาน ด้านคลองเจดีย์บูชา ทิศตะ วันออกจดถนนหน้าโรงไฟฟ้า ทิศตะวันตก จดที่ดินส่วนบุคคลของนายทองคำ ชมเชย พื้นที่ตั้ง วัด เป็นที่ราบลุ่ม ขอบเขตวัดมีกำแพงล้อมรอบ บริเวณวัดมีเสนาสนะสงฆ์เป็นระเบียบสวยงาม ทัศนียภาพร่มรื่น มีการคมนาคมที่สะดวกเพราะตั้งอยู่ในตัวเมืองนครปฐม ห่างจากองค์พระ ปฐมเจดีย์ไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๕๐๐ เมตร

ความเป็นมา วัดพระงาม ได้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อใดและใครเป็นผู้สร้างไม่ปรากฏชัด แต่จากการสันนิษฐาน จากซากเจดีย์ที่ปรากฏ คาดว่าน่าจะสร้างในสมัยทวาราวดี เช่นเดียวกับองค์พระปฐมเจดีย์ พระ ปรางค์วัดพระโทณเจดีย์วรวิหาร และวัดทุ่งพระเมรุ บริเวณส่วนอนันต์ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระ มหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงเสด็จตรวจเยี่ยมวัด ต่าง ๆ ทรงปรารภว่า วัดพระงามน่าจะสร้างขึ้นในสมัยเดียวกับเมืองนครปฐมเป็นราชธานี ชื่อ "ทวาราวดี" หรือ "ศรีวิชัย" เพราะมีโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบในบริเวณนี้ ล้วนแต่เป็นของเก่า สมัยทวาราวดีทั้งสิ้น เช่นเดียวกับที่ขุดได้ในบริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ เช่น พระพุทธรูปศิลาหัก เสมาธรรมจักร กวางหมอบ พระพุทธรูปสำริด พระพิมพ์ดินเผา เป็นต้น เฉพาะโบราณวัตถุที่ ขุดได้ในบริเวณนี้มีฝีมืองดงามยากที่จะเสมอเหมือน ซึ่งปัจจุบันได้เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติ และบางส่วนที่แตกหักได้เก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์องค์พระปฐมเจดีย์ เหตุที่เรียกว่า วัดพระงาม นั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งพระองค์ท่านดำรงตำแหน่ง เทศาภิบาลมณฑลนครชัยศรีได้ทรงอธิบายไว้ว่าเพราะที่วัดมีพระพุทธรูปดินเผาที่ขุดได้จากบริเวณนี้ "งามเป็นเลิศ" นั่นเอง ภายหลังจากที่สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงปฏิสังขรณ์องค์พระ ปฐมเจดีย์แล้ว ต่อมา พ.ศ. ๒๔๔๖ พระอาจารย์ฮะ สังกัดวัดพระปฐมเจดีย์ได้มาจำพรรษาอยู่ ที่วัดพระงามได้ร่วมกับพระวินัยธรจุ้ย เจ้าอาวาสในขณะนั้นแผ้วถางที่รกร้างว่างเปล่าบริเวณ

เนินดินภายในวัดจึงพบกุฏิโบราณ, ซากเจดีย์หัก และพระพุทธรูปเก่าแก่ สำหรับเนินดินนี้ สันนิษฐานว่า เป็นซากเจดีย์ซึ่งได้พังทลายลงมาตามกาลเวลา ส่วนวิหารบนเนินดินนั้น ทาง กรมศิลปากรได้มาสำรวจและสันนิษฐานว่า เป็นวิหารที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา เพราะลักษณะ การก่อสร้างในสมัยนั้นที่ฐานของวิหารสร้างคล้ายกับรูปเรือสำเภา และจากคำบอกเล่าของหลวง ปู่แช่ม ชมมณี (ภายหลังได้ลาสิกขา) ได้บอกเล่ากับนายทองคำ ชมเชย (ซึ่งอยู่ที่วัดต่อมาอุป สมบทและได้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระงาม ต่อมาก็ลาสิกขา) โดยเล่าว่า บริเวณรอบเนินเจดีย์เป็น ป่าไผ่ทึบด้านทิศตะวันตกเป็นที่ฝังศพของชาวบ้านทั่วไป แต่ก่อนในอดีตเคยเป็นแดนประหาร นักโทษชื่อนายแดงใกล้กับต้นมะขามใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันต้นมะขามยังปรากฏอยู่

เมื่อพระอาจารย์ฮะได้มาจำพรรษาก็เริ่มปรับสถานที่ให้เตียนสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย ก็ได้สร้างกุฎิเข้าขึ้นโดยปลูกกุฏิหลังเล็ก ๆ หลังมามุงด้วยแฝกเป็นแถว ๆ ประมาณ ๓ หลัง ในครั้งนั้นมีพระจำพรรษา ๕ รูป ต่อมาเมื่อได้สร้างเสนาสนะสงฆ์มั่นคงดีแล้ว พระอาจารย์ ฮะก็เริ่มชักชวนชาวบ้านให้ช่วยกันสร้างอุโบสถ ความยาว ๙ วา กว้าง ๖ วา ทำการผูกพัทธสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ตรงกับ ร.ศ. ๑๒๕ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาว่า วัดโสภาพุทธาราม แต่ไม่มีผู้นิยมเรียกกันจึงละเลือนไป ต่อมาเมื่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เทศาภิบาลมณฑล นครชัยศรี ทรงสำรวจวัดและทรงเรียกว่า วัดพระงาม จึงเป็นชื่อที่เรียกกันมาจนทุกวันนี้ และ เมื่อพระอาจารย์ฮะได้มรณภาพลงชาวบ้านได้นิมนต์พระปลัดมณี มาจำพรรษาอยู่ที่วัดพระงาม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ ท่านก็เริ่มก่อสร้างกุฏิให้เป็นแบบถาวร เริ่มสร้าง ศาลาการเปรียญ (ปัจจุบันได้รื้อ และทำการสร้างหลังใหม่ขึ้นมาแทน) หอระฆัง (ปัจจุบันยัง อนุรักษ์เอาไว้) สำหรับพระปลัดมณีเป็นนักเทศน์มหาชาติ เทศน์ได้ไพเราะทั้งลีลาและทำนอง ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เคยรับสั่งให้ไปเทศน์ถวายให้ฟังภายในตำหนักเมือง นครปฐม (ปัจจุบันเป็นสำนักงานเทศบาลเมืองนครปฐม) มีความสามารถในด้านการปกครอง เป็นที่เคารพของพระสงฆ์ในบังคับบัญชา ส่วนการศึกษาท่านได้ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมขึ้นภายในวัด และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลพระปฐมเจดีย์ จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านได้ลาสิกขาต่อมามีเจ้าอาวาสอีกหลายรูป คือ พระอาจารย์เจียร บุญรักษ์ พระอาจารย์จุ่น พระอาจารย์พร้อม ซึ่งได้บูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะสงฆ์ที่ทรุดโทรมพอสมควรแก่อัตภาพ ครั้น ถึงสมัยเจ้าอธิการทองคำ ธมุมทีโป (ชมเชย) น.ธ.เอก เป็นเจ้าอาวาสพร้อมทั้งดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะตำบลพระปฐมเจดีย์ (หมวด ๑ พระปฐม) และเป็นพระธรรมธรจังหวัดรุ่นแรก ท่าน ได้เริ่มปรับปรุงกุฏิสงฆ์ขึ้นใหม่ และเทถนนคอนกรีตภายในวัดได้ริเริ่มตั้งโรงเรียนพระปริยัติ ธรรมแผนกบาลีขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ โดยได้รับการสนับสนุนจากพระครูปลัดสุวัฒนสุตคุณ (พระธรรมราชานุวัตร วัดพระเชตุพนฯ ในปัจจุบัน) พร้อมทั้งได้นิมนต์พระเถระชั้นผู้ใหญ่มา เป็นเกียรติเปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมด้วย คือ พระอมรวาที (ปุ่น ปุณณสิริ ภายหลังได้รับ พระมหากรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช) พระวิเชียรมุนี (ฟุ้ง) พระวิ สุทธิสมโพธิ (เจีย) และพระวิเชียรโมลี วัดมหาธาตุฯ โดยนิมนต์ครูสอนจากสำนักเรียนวัดพระ เชตุพนฯ ต่อมา เมื่อมีการตั้งโรงเรียนสหศึกษาบาลีขึ้นที่องค์พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์

จึงต้องยุบโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดพระงาม แต่ได้ก่อตั้งเป็นโรงเรียนประชาบาลขึ้นแทน ใน ปัจจุบัน คือโรงเรียนเทศบาล ๑ วัดพระงาม โดยใช้ศาลาการเปรียญชั้นล่างเป็นสถานที่เรียน ครั้น พ.ศ. ๒๕๙๒ เจ้าอธิการทองคำได้ลาสิกขา ดังนั้นพระอธิการจิตร จตุตมโล จึงได้ดำรงตำ แหน่งเจ้าอาวาสแทน เนื่องจากอุโบสถหลังเดิมชำรุดคับแคบมาก ท่านจึงได้ริเริ่มสร้างอุโบสถ หลังใหม่ขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร ได้ผูกพัทธสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๒ พระอธิการจิตรได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส เพราะมีปัญหาสุขภาพร่างกาย ไม่แข็งแรง ดังนั้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๒๗ พระราชปัญญาภรณ์ (ปัจจุบันคือพระธรรม มหาวีรานุวัตร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง และรองเจ้าคณะภาค ๑๔) เจ้าคณะจังหวัด นครปฐม จึงได้มารักษาการเจ้าอาวาสวัดพระงาม และพิจารณาเห็นว่า วัดพระงามตั้งอยู่ใน ศูนย์กลางของตัวเมืองนครปฐม และเป็นเขตชุมชนซึ่งมีทั้งรถยนต์และรถไฟผ่าน จึงควร ปรับปรุงทัศนียภาพของวัดให้สวยงาม จึงปรึกษากับคณะกรรมการวัดและได้พัฒนาปรับปรุง โดยสร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่เป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม สร้างซุ้มประตูด้านถนนที่ติดกับคลองเจดีย์บูชา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔ จากนั้นได้ดำเนินการ สร้างกุฏิแบบเรือนไทย ๒ ชั้น จำนวน ๑๒ หลัง รื้อ โรงครัวหลังเก่าแล้วสร้างศาลาบำเพ็ญกุศลขึ้น ได้ปรับปรุงเสนาสนะต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบและสวยงาม พร้อมทั้งสนับสนุนการศึกษาพระ ปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ จนกระทั่งปัจจุบัน พระมหาโสภา เขมสรโณ (ป.ธ. ๙) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ได้สานต่อแนวทางพัฒนาวัดจากพระราชปัญญา ภรณ์ โดยได้สร้างศาลาบำเพ็ญกุศลที่สร้างไม่เสร็จเรียบร้อย สร้างซุ้มประตูทางด้านที่ติดกับเส้น ทางรถไฟสายใต้ บูรณะอุโบสถและศาลาการเปรียญสร้างหอระฆัง ก่อสร้างกุฏิเรือนไทยครึ่งตึก ครึ่งไม้เพิ่มเติมบูรณะวิหารมณฑปบนเนินดิน ปรับปรุงบริเวณวัดโดยจัดให้มีสวนหย่อม ริเริ่ม ดำเนินการสร้างกำแพงวัดด้านทิศเหนือซึ่งขนานกับที่ดินของการรถไฟ สร้างเตาไฟฟ้า อีกทั้ง ได้ส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณร และสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียนทั้งระดับ ประถมและมัธยมในสถานศึกษาต่าง ๆ โดยจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อการศึกษา เป็นต้น

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๔๔ ไร่ ๔๘ ตารางวา

อาคารเสนาสนะ มีพระอุโบสถ มีลักษณะสถาปัตยกรรมไทย ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริม เหล็ก หลังคามุงกระเบื้องดินเผา มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันทำปูนปั้นรูปลายกนก มีขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๑ เมตร

วิหาร มีลักษณะทรงไทย ประดิษฐานอยู่บนเนินดิน กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าสร้างขึ้น ในสมัยอยุธยา เพราะลักษณะการก่อสร้างคล้ายกับรูปเรือสำเภา ก่ออิฐถือปูน มีขนาดกว้าง ๓.๓๐ เมตร ยาว ๖.๓๐ เมตร ด้านข้างวิหารมีพระพุทธรูปเก่า และเจดีย์ใหญ่หักอยู่ ๑ องค์ ด้านทิศ ตะวันตกเป็นที่ฝังศพของชาวบ้านทั่วไป และเคยเป็นแดนประหารนักโทษมาก่อน

ศาลาการเปรียญ มีลักษณะสถาปัตยกรรมไทย เป็นอาคาร ๒ ชั้น สร้างด้วยคอนกรีต เสริมเหล็ก มีขนาดกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๖ เมตร หลังคามุงกระเบื้องดินเผาแบบเกล็ดปลา หน้าบันเป็นปูนปั้นรูปพระพุทธเจ้าทรงเครื่อง ปางประทานพร ขนาบด้วยเทพธิดา ซ้ายขวา และซุ้มหน้าต่างทำปูนปั้นลายกนก และมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ตบแต่งสวยงาม ชั้นล่างใช้ เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ชั้นบนใช้เป็นที่รักษาอุโบสถของอุบาสกอุบาสิกาที่ มาทำบุญใน วันสวนะ และใช้ประกอบพิธีในวันสำคัญทางศาสนา

กุฏิ มีจำนวน ๒๖ หลัง มีลักษณะทรงไทย มีขนาดกว้าง ๖.๒๐ เมตร ยาว ๙ เมตร โดย สร้างเป็นอาคารแถวเชื่อมต่อกันเป็นระเบียบสวยงาม จำนวนกุฏิแบ่งเป็นแต่ละประเภทคือ กุฏิ อาคารทรงไทยไม้สัก ครึ่งตึกครึ่งไม้ จำนวน ๗ หลัง กุฏิอาคารทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก แบบมีหน้ามุขยื่นมีราวลูกกรงไม้ จำนวน ๑๔ หลัง กุฏิอาคารทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก หน้ามุขติดหน้าต่างประกอบ มีบันไดขึ้นทางระเบียงด้านหน้า จำนวน ๕ หลัง สำหรับกุฏิใน แต่ละหลังแบ่งเป็นหลังละ ๖ ห้อง เป็นชั้นบน ๓ ห้อง ชั้นล่าง ๓ ห้อง ชั้นที่เป็นที่พักอาศัย ของพระภิกษุ ชั้นล่างเป็นที่อาศัยของสามเณร หอระฆัง มีลักษณะสถาปัตยกรรมไทย สร้าง เป็นมณฑปปูนปั้นลายกนกฉัตร ๕ ชั้น ชั้นบน ชั้นล่างใช้ทำเป็นห้องสมุด มีหนังสือสำหรับ พระภิกษุสามเณรใช้ศึกษา มีขนาด ๘ เมตร ยาว ๙.๗๐ เมตร

โรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นลักษณะทรงไทย ๒ ชั้น มีหน้าบัน ใบระกา ที่หน้าบันนั้น เป็นลวดลายไทย หน้านอกฉาบด้วยหินเกร็ด มีบันไดขึ้นด้านข้าง มีขนาดกว้าง ๑๒.๕๐ เมตร ยาว ๑๙ เมตร ใช้สอนหนังสือพระภิกษุสามเณรในภาคพรรษา

หอสมุด เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมไทยชั้นเดียว มีหน้าบันปั้นเป็นรูปกวางหมอบและ ธรรมจักร สวยงาม มีขนาดกว้าง ๙.๒๐ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ใช้เป็นห้องสมุดหนังสือเบ็ดเตล็ด

ศาลาบำเพ็ญกุศล มีลักษณะอาคารทรงไทย ๒ ชั้น เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีหน้าบัน ทั้ง ๔ ด้าน ใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลและประกอบพิธีในการทำบุญต่าง ๆ ด้านหลังทำเป็น คลังเก็บพัสดุ มีขนาดกว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๒๖.๕๐ เมตร

ศาลาฌาปนสถาน เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว หลังคามุงกระเบื้องลอน ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบัน ๒ ด้าน ทำปูนปั้น ใช้เป็นสถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจศพ โดยมีเตาเผาศพอยู่ด้านใน ๒ เตา มีขนาดกว้าง ๑๖.๒๐ เมตร ยาว ๓๕.๒๐ เมตร

ซุ้มประตูทางด้านทิศเหนือ ผู้บริจาคสร้างคือ กำนันพันธุ์ คำสุวรรณ และครอบครัว

ซุ้มประตูด้านทิศใต้ ผู้บริจาคคือ คุณประวัติ ศรีบัวทอง และครอบครัว สร้างถวายเมื่อ ปี พ.ศ.

๒๕๑๔ และทางวัดได้ทำการบูรณะทาสีและซ่อมแซมในส่วนที่ชำรุดให้คงสภาพเดิม นอกจากนี้กำลังดำเนินการสร้างกุฏิเรือไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก มีขนาดกว้าง ๗.๑๐ เมตร ยาว ๒๑.๖๐ เมตร เป็นอาคาร ๒ ชั้น เพื่อใช้เป็นที่พักรับรองพระอาคันตุกะ ชั้นล่างใช้เป็นห้องประชุม

ปูชนียวัตถุ

วัตถุโบราณ มีวิหาร สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ที่ฐานของวิหารสร้างคล้ายกับรูปเรือสำเภา มีพระพุทธรูปเก่า และเจดีย์ใหญ่หักอยู่ ๑ องค์ เป็นซากเจดีย์ที่ได้พังทลายลงมาตามกาลเวลา

ซึ่งคาดว่าเป็นสมัยทวาราวดี เคียรพระพุทธรูปดินเผาเป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๕ ซึ่งขุดพบในบริเวณวัดพระงาม กรมศิลปากรเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ สถูปดินเผา เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ กรมศิลปากรได้ ขึ้่นทะเบียนโบราณสถานไว้ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ พระพุทธรูปสำริด เสมาธรรมจักรกวางหมอบ เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพ มหานคร

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดพระงาม จัดให้มีการศึกษาปริยัติธรรม แผนกธรรมและบาลี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๑ ถึง ปัจจุบัน การศึกษาปริยัติธรรมแผนกธรรมอยู่ในเกณฑ์ดีมากและแผนกบาลีอยู่ในเกณฑ์พอใช้ จัดให้มีการสอนจริยธรรมศึกษาแก่สถานศึกษาต่าง ๆ เรือนจำกลาง เป็นต้น จัดส่งพระธรรม ฑูตไปอบรมจริยศึกษาและศีลธรรมตามสถานที่ต่าง ๆ ให้แก่หน่วยงานของทางราชการรัฐวิสาหกิจ นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้จัดกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วัน วิสาขบูชา เป็นต้น หรือวันสำคัญของชาติ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว เป็นต้น โดยมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ได้จัดตั้งทุนบุญนิธิเพื่อส่ง เสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณร จัดตั้งทุนสงเคราะห์แก่นักเรียนแผนกบาลี ที่โรงเรียน สหศึกษาบาลีวัดพระปฐมเจดีย์ และจัดตั้งทุนสงเคราะห์แก่นักเรียนในระดับชั้นประถมและชั้น มัธยม รวมทั้งบริจาคอุปกรณ์สิ่งของเครื่องใช้แก่นักเรียน และส่งสิ่งของเครื่องใช้ไปช่วยผู้ที่ ประสบภัยต่าง ๆ ส่งปัจจัยบำรุงโรงพยาบาลสงฆ์และโรงพยาบาลโรคเรื้อนทุกปี อีกทั้งยังส่ง เงินสมทบทุนมูลนิธิสายใจไทยทุกปี

การบริหารและการปกครอง

ได้จัดการปกครองโดยมีพระมหาโสภา เขมสรโณ เหรียญธรรม ๙ ประโยค เป็นเจ้าอาวาส แบ่งการปกครองออกเป็นคณะรวม ๔ คณะ ซึ่งแต่ละคณะมีหัวหน้าปกครองดูแล โดยดำเนิน การเกี่ยวกับด้านการบริหาร ด้านการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านการสาธารณูปการและ สาธารณสงเคราะห์ โดยปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าอาวาสให้เป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย กฎ ระเบียบและคำสั่งมหาเถรสมาคมโดยเคร่งครัด

รายนามเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม มีดังนี้คือ

๑. พระวินัยธรจุ้ย

๒. พระอธิการฮะ

๓. พระปลัดมณี

๔. พระอธิการเจียร

๕. พระอธิการจุ่น

๖. พระอธิการพร้อม

๗. เจ้าอธิการทองคำ ธมุมที่โป ๘. เจ้าอธิการพ่วง ๙. พระอธิการจิตร จตุตมโล ๑๐. พระราชปัญญาภรณ์ รักษาการเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๒๗ (สมณศักดิ์ ปัจจุบันคือ พระธรรมมหาวีรานุวัตร รองเจ้าคณะภาค ๑๔ วัดไร่ขิง) ๑๑. พระมหาโสภา เขมสรโณ (อินทรมณี) ป.ธ.๙ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นมา