วัดพระเจดีย์ซาวหลัง

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดพระเจดีย์ซาวหลัง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่บ้านวังหม้อ หมู่ที่ ๒ ถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม ตำบลต้นธงชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เป็นวัดที่สร้างขึ้นใน ปีใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่จากหลักฐานต่าง ๆ ที่ปรากฏสันนิษฐานได้ว่าได้สร้างขึ้นมา ในสมัยพระนางจามเทวี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลัง เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙

เขตที่ตั้งและอุปจารของวัด ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๑ งาน ๖๕ ตารางวา พื้นที่ตั้งวัดทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม มีกำ แพงก่ออิฐถือปูนล้อมรอบ มีบริเวณวัดที่สะอาด ร่มรื่น และสวยงาม มีการคมนาคมที่สะดวก เนื่องจากที่ตั้งวัดอยู่ห่างจากจังหวัดลำปางไปทางด้านเหนือประมาณ ๓ กิโลเมตร เท่านั้น

ความเป็นมา วัดพระเจดีย์ซาวหลัง ไม่ปรากฏหลักฐานได้แน่นอนว่าได้สร้างขึ้นในปีใด หรือใครเป็นผู้สร้างขึ้น แต่มีหลักฐานปรากฏว่ามีการบูรณะวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ โดยมีเจ้าพ่อบุญวาทย์ วงค์มานิตย์ เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้ายเป็นประธานในการบูรณะ ซึ่งได้ค้นพบพระเครื่องสมัยหริกุญชัยจำนวนมากมาย และพบแผ่นจารึกอักขระที่บรรจุอยู่บริเวณฐานเจดีย์ จึงสันนิษฐานว่าวัดนี้น่าจะสร้างขึ้นในสมัยพระนางจามเทวี มีปูชนียสถานที่สำคัญ คือ เจดีย์ ๒๐ องค์ ตามประวัติกล่าวว่า ภายในเจดีย์บรรจุเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้า จึงถือว่าเป็นโบราณสถานที่ประชาชนทั่วไปได้ให้ความเคารพและสักการะอย่างยิ่ง ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๗ ตาอน ๔๖ ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ และมีปูชนียวัตถุที่สำคัญคือพระพุทธรูปแสนแซ่ทองคำ ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สร้างขึ้นด้วยทองคำบริสุทธิ ๙๕๔ % น้ำหนัก ๑๐๐ บาท ๒ สลึง กรรมวิธีการสร้างโดยการเคาะตีขึ้นทั้งองค์ ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุจำนวนมากมาย เช่น พระเครื่องสมัยหริกุญชัย เครื่องใช้สอยโบราณ เป็นต้น ดังนั้น จึงได้สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นเพื่อรวบรวมวัตถุโบราณสำหรับประชาชนศึกษาและค้นคว้า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ ส่วนความสำคัญด้านประวัติศาสตร์นั้น สมัยสงครามอินโดจีนเกิดขึ้นทางราชการได้ใช้วัดเป็นโรงพยาบาลทหารโดยอพยพมาจากมณฑลทหารที่ ๓๒ ค่ายสุรศักดิ์มนตรี จังหวัดลำปาง

ทรัพย์สิน ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๑ งาน ๖๕ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๒๔๒ เลขที่ดิน ๖

อาคารเสนาสนะมีพระอุโบสถ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สถาปัตยกรรมล้านนา ผสม ทรงไทย กว้าง ๑๑.๕๐ เมตร ยาว ๒๕.๕๐ เมตร ซึ่งเป็นลักษณะบูรณะและขยายอุโบสถหลัง เดิมซึ่งเก่า ทรุดโทรม และแคบไม่สะดวกในการปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์จึงได้บูรณะ ซ่อมแซมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ วิหารมี ๓ หลัง หลังแรก คือวิหารพระเจ้าทันใจ ศิลปะแบบล้านนา สร้างขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน ขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้างด้วยคอนกรีต เสริมเหล็ก บูรณะเมื่อพ.ศ. ๒๔๖๔ หลังที่ ๒ คือวิหารน้อย ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ศิลปะแบบล้านนา บูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือ ของพระอุโบสถ ตัววิหารติดกับองค์พระเจดีย์องค์หนึ่ง และหลังที่ ๓ คือวิหารพระพุทธรูป แสนแซ่ทองคำ ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๕ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะ เป็นแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมศิลปะล้านนา ออกแบบโดยกองช่างกรมศิลปากร สร้างขึ้น กลางสระน้ำ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ ศาลาการเปรียญ มี ๒ หลัง หลังแรกเป็นอาคารไม้เนื้อแข็ง ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๘ เมตร พื้นสูง เมตร เป็นศิลปะแบบล้านนา สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ หลังที่ ๒ เป็นอาคารก่อด้วยอิฐถือปูน ขนาดกว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๓๑ เมตร ยกพื้นสูง ๐.๕๐ เมตร เป็นศิลปะแบบทรงไทย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ กุฏิสงฆ์ จำนวน ๒๘ หลัง คือเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ๒ ชั้น ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๑๒๐ เมตร เป็นศิลปะแบบ ทรงไทย จำนวน ๑ หลัง เป็นอาคารไม้เนื้อแข็ง ความสูง ๒ เมตร ชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๕.๕๐ เมตร ยาว ๖ เมตร ศิลปะแบบทรงไทย จำนวน ๗ หลัง เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว สูง ๐.๕๐ เมตร ศิลปะแบบล้านนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ จำนวน ๑ หลัง เป็นอาคารก่อด้วยอิฐถือปูน ชั้นเดียว สูง ๐.๗๐ เมตร กว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๐ เมตร ศิลปะทรงไทย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ จำนวน ๑ หลัง เป็นอาคารก่อด้วยอิฐถือปูน ชั้นเดียว สูง ๑ เมตร กว้าง ๔ เมตร ยาว ๕ เมตร ศิลปะทรงไทย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ จำนวน ๖ หลัง เป็นอาคารไม้เนื้อแข็ง ชั้นเดียว สูง ๑ เมตร กว้าง ๔ เมตร ยาว ๕ เมตร ศิลปะแบบล้านนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ จำนวน ๑๐ หลัง อาคารกุฏิรับรองพระเถรานุเถระ ชื่อ "อาคันตุกะจตุรทิศ" เป็นอาคาร ๒ ชั้น ขนาดกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๑๖ เมตร ก่อด้วยอิฐถือปูน ลักษณะแบบทรงล้านนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ โรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นอาคาร ๒ ชั้น ก่อด้วยอิฐถือปูน ขนาดกว้าง ๑๕.๗๐ เมตร ยาว ๔๘.๕๐ เมตร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ อาคารพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เป็นอาคาร ๒ ชั้น ก่อ ด้วยอิฐถือปูน ขนาดกว้าง ๑๘.๕๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร เป็นศิลปะแบบทรงไทยผสมล้านนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ หอระฆัง ลักษณะครึ่งตึกครึ่งไม้ ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๖ เมตร เป็นศิลปะแบบล้านนา ๓ ชั้น สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ โรงเก็บพัสดุ เป็นอาคารก่อด้วยอิฐ ถือปูน ชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๑๘ เมตร ศิลปะแบบล้านนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ โรงประกอบอาหาร เป็นอาคารก่อด้วยอิฐถือปูน ชั้นเดียว ขนาดกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๑๖ เมตร ลักษณะแบบล้านนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕

ปูชนียวัตถุมีหลวงพ่อโต พระประธานประดิษฐานในพระอุโบสถ ขนาดหน้าตักกว้าง ๓.๒๐ เมตร สูง ๕ เมตร ก่อด้วยอิฐถือปูน ปางมารวิชัยศิลปะสมัยเชียงแสน พระพุทธรูปแสนแซ่ทองคำ ปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๓.๕๐ เซนติเมตร สูง ๓๖.๔ เซนติเมตร

สร้างด้วยเนื้อทองคำบริสุทธิ ๙๕ % น้ำหนัก ๑๐๐ บาท ๒ สลึง โดยกรรมวิธีดีขึ้นทั้งองค์มี สลักถอดได้เป็นชิ้น ๆ เป็นพระพุทธรูปที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาก กรมศิลปากรได้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘

พระพุทธรูปทันใจ ปางสมาธิทรงเครื่องผ้าพันตา ศิลปะสมัยเชียงแสน ขนาดหน้าตักกว้าง ๙๐ เซนติเมตร สูง ๑.๒๐ เมตร สร้างด้วยทองสำริด องค์พระเจดีย์ทั้ง ๒๐ องค์ (เจดีย์ซาวหลัง) เป็นศิลปะแบบล้านนาผสมไทยใหญ่ เป็นเจดีย์ที่ได้ก่อสร้างขึ้นมาพร้อมกับ การสร้างวัด ได้รับการบูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ฐานเจดีย์เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสก่อด้วยอิฐถือปูน องค์ใหญ่สุดอยู่ตรงกลางมีฐานกว้างด้านละ ๒๐ เมตร สูง ๑๑ เมตร ส่วนอีก ๑๙ องค์นั้นมี ขนาดเท่ากัน มีฐานกว้างด้านละ ๔ เมตร สูง ๖ เมตร ด้านหน้าของเจดีย์แต่ละองค์ทำเป็นซุ้ม มีพระพุทธรูปประดิษฐานภายใน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ ศิลปะวัตถุมีพระเครื่องบูชา ซึ่งคันพบเมื่อครั้งบูรณะซ่อมแซมวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ เครื่องใช้สอยสมัยโบราณ ซึ่งเก็บรักษาไว้ในอาคารพิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้มีบ่อน้ำสองพี่น้อง ก่อด้วยอิฐถือปูน ปากบ่อกว้าง ๘๐ เซนติเมตร ลึก ๓ เมตร อยู่ทางด้านทิศเหนือของวัด ได้บูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ซึ่งมีตำนานกล่าวว่าสร้างโดยชายอนาถาสองพี่น้อง เพื่อถวายแด่พระ อรหันตเถระที่มาจาริกเผยแผ่พระศาสนาในบริเวณนี้ ภายหลังจากพุทธปรินิพพานประมาณ ๕๐๐ ปี

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดพระเจดีย์ซาวหลัง ได้จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม พ.ศ. ๒๔๙๘ และแผนกบาลี พ.ศ. ๒๕๒๙ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งการศึกษาทั้ง ๒ แผนก จัดอยู่ในเกณฑ์ ดี ได้จัดให้มีการบำเพ็ญกุศลและกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและในวันสำคัญของ ชาติ ได้จัดให้มีการบรรพชาสามเณรธรรมทายาท ภาคฤดูร้อนประจำทุกปี จัดส่งพระสงฆ์ไป ช่วยสอนประจำที่ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดวังหม้อ ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนจัดประชุม สัมมนา อบรม และเผยแผ่พระศาสนา เช่น จัดส่งพระสงฆ์ออกเผย แพร่ความรู้เกี่ยวกับศาสนาและอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ ร่วมกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ลำปางจัดประกวดสวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะ ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประชุมถวาย ความรู้แก่พระสงฆ์ในจังหวัด จัดประชุมสัมมนาพระอุปัชฌาย์ในเขตการปกครองของคณะสงฆ์ ภาค ๖ เป็นต้น จัดให้วัดเป็นสนามสอบธรรมสนามหลวงและบาลี สนามประจำจังหวัดลำปาง ตั้งกลุ่มบำเพ็ญประโยชน์ เช่น ตั้งกลุ่มจักสานและกลุ่มแม่บ้านทำดอกไม้ประดิษฐ์ เป็นต้น จัด ส่งพระสงฆ์ออกเผยแผ่หลักธรรมในชุมชนต่าง ๆ และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศาสนาโดย เทศนาออกอากาศที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง ๘ จังหวัดลำปางและสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่ง ประเทศไทยกรมประชาสัมพันธ์ จังหวัดลำปาง ในส่วนการสาธารณสงเคราะห์ ได้มอบวัสดุ อุปกรณ์แก่หน่วยงานราชการและส่วนรวม เช่น มอบเครื่องขยายเสียงแก่โรงเรียนต่าง ๆ มอบ หีบโรงศพแก่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ช่วยหน่วยราชการ เช่น ได้มอบเครื่องโทรสารไว้ใช้ใน สำนักงานศึกษาธิการอำเภอเมืองลำปาง จัดสร้างสะพาน คือสะพานสังฆประชารัฐพัฒนา ที่

บ้านวังหม้อ หมู่ ๒ ตำบลต้นธงชัยกับหมู่บ้านสามัคคี หมู่ ๒ ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง เป็นต้น มอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนยากจนแต่เรียนดี ช่วยสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้าน ห้วยทราย,บ้านวังหม้อ ช่วยดำเนินการตัดถนนจากทุ่งเตาไห-ไร่โป่งฟาน และจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ท้องถิ่นของจังหวัดลำปาง

การบริหารและการปกครอง

ได้จัดการปกครองโดยปัจจุบันมีพระครูสิริเจติยาภิบาล เป็นเจ้าอาวาสและดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะตำบลต้นธงชัย แบ่งการปกครองโดยมีรองเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาส ช่วยเหลือ เจ้าอาวาสในการปกครองดูแลพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ที่พักอาศัยในวัด มีที่ปรึกษาทั่วไป ซึ่งให้คำปรึกษาแก่เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส นอกจากนี้จัดให้มีหัวหน้าคณะ รองหัวหน้าคณะ และผู้ช่วยหัวหน้าคณะ มีหน้าที่ปกครองดูแลพระภิกษุสามเณรในคณะของตน ตามบทกำหนดอำนาจหน้าที่และหลักปฏิบัติที่ให้ไว้ โดยยึดหลักให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ระเบียบกฎและคำสั่งของมหาเถรสมาคม ในการปฏิบัติงาน ดังนั้นจึงได้มีระเบียบ เรียกว่า ระเบียบเพียบพร้อมขั้นพระภิกษุ-สามเณร วัดพระเจดีย์ชาวหลังขึ้น เพื่อให้การปกครองเป็นไป