วัดบุญยืน

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดบุญยืน เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรีชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๓๑ หมู่ที่ ๔ ตำบล กลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๙ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๗ และได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมาครั้งหลัง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ (ตรงกับเดือน ๕ เหนือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันศุกร์) เขต วิสุงคามสีมากว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๓๐ เมตร และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง นับตั้งแต่วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙

เขตที่ตั้งและอุปจารของวัด

ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๖ ไร่ ๓ งาน ๓๐ ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๕๒๓ และ ๕๒๔ อาณาเขตทิศเหนือ ยาว ๓ เส้น ๔ วา จดทางสาธารณประโยชน์ ทิศใต้ ยาว ๓ เส้น ๔ วา จดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันออก ยาว ๒ เส้น จดลำน้ำสา ทิศตะวันตก ยาว ๒ เส้น ๖ วา จดที่ดินราชพัสดุและที่ตั้งสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเวียงสา

พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มด้านตะวันออกติดริมฝั่งลำน้ำสา มีกำแพงล้อมรอบวัดทั้ง ๔ ด้าน ซุ้มประตูทางเข้าวัดมีลักษณะรูปทรงล้านนาสร้างด้วยอิฐถือปูน ขนาดกว้าง ๔.๕๐ เมตร ยาว ๘ เมตร สูง ๑๘ เมตร บริเวณวัดสะอาด ร่มรื่นด้วยไม้ต้นและไม้ดอกที่สวยงาม มีการ คมนาคมสะดวก เพราะวัดตั้งอยู่ในอำเภอเวียงสา นอกจากนี้มีหน่วยงานราชการต่าง ๆ ตั้ง อยู่ในบริเวณใกล้เคียงด้วย

ความเป็นมา วัดบุญยืน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๙ ตามตำนานกล่าวว่าวัดนี้เป็นวัดที่สร้างคู่กับการ สร้างเมือง "เวียงป้อ" ซึ่งเมืองเวียงป้อสร้างขึ้นโดย "พระยาป้อ" เรียกชื่อเมืองตามนามผู้สร้างเมือง แต่มีชื่อนิยมเรียกกันอีกว่า "เวียงสา" หรือ "เมืองสา" เดิมพระยาป้อ ได้สร้างวัดเป็นเพียง สำนักสงฆ์เล็ก ๆ ให้นามว่า "วัดบุญนะ" ส่วนระยะเวลาในการก่อสร้างไม่ปรากฏชัด แต่ บริเวณที่ตั้งนั้นเดิมตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดบุญยืนปัจจุบันนี้ และปัจจุบันเป็นที่ตั้งของตลาด สดสุขาภิบาลกลางเวียงและอาคารพาณิชย์วันเป็นที่ธรณีสงฆ์ ครั้นต่อมาเมื่อเจ้าผู้ครองนครน่าน นามว่า เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เสด็จประพาสเวียงป้อ (เวียงสา) ทรงเห็นว่าวัดบุญนะคับแคบไม่ อาจขยายให้กว้างขวางได้ ประกอบกับเจ้าอาวาสขณะนั้น คือ พระอธิการนาย (ครูบานาย) และราษฎรได้เห็นพ้องด้วย ดังนั้นเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ จึงให้ย้ายวัดมาสร้างใหม่ห่างจากวัดเดิม ประมาณ ๓ เส้น ทางด้านทิศเหนือบนฝั่งขวาของลำน้ำน่าน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๒๙ บริเวณที่ตั้งวัดมีป่าไม้สักที่สมบูรณ์ จึงใช้ไม้สักสร้างวิหาร กุฏิสงฆ์และศาสนวัตถุอื่น ๆ เป็น จำนวนมาก และพระราชทานนามวัดว่า "วัดป่าสักงาม" ต่อมาได้โปรดเกล้าให้ "หมื่นสรรพช่าง" ก่อสร้างพระวิหารกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๓๐ เมตร เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๓ และสร้างพระพุทธรูป ยืนปางเปิดโลก พระประธานในพระวิหาร หันพระพักตร์ไปทางด้านทิศเหนือ ขนาดสูง ๘ ศอก

ดังนั้นจึงนิยมเรียกชื่อวัดป่าสักงาม เป็น "วัดบุญยืน" ทรงโปรดเกล้าให้ "เจ้าราชวงศ์เชียงของ" เป็นผู้แกะสลักบานประตูใหญ่พระวิหารพระพุทธรูปไม้สักพระพุทธรูปจำลองเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ และศาสนวัตถุอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก พ.ศ. ๒๓๔๕ ให้ก่อสร้างพระเจดีย์แบบลังกาติดกับ พระวิหารทางด้านทิศใต้ และพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๗ ครั้นต่อมาพระอธิการ โน (ครูบาโน) เจ้าอาวาส ได้ขออนุญาตเจ้าหลวงสา ผู้ปกครองเมืองสาเพื่อก่อสร้างวิหารขึ้นอีก

หลังหนึ่ง มีความกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๒.๕๐ เมตร ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของพระวิหาร หลังใหญ่ ระยะก่อสร้างระหว่าง พ.ศ. ๒๓๕๓ ถึง พ.ศ. ๒๓๖๐ จึงแล้วเสร็จ

ครั้น พ.ศ. ๒๔๕๑ เมืองสาได้รับฐานะเป็นกิ่งอำเภอ และพ.ศ. ๒๔๖๑ ได้ยกฐานะเป็น อำเภอ และเปลี่ยนชื่ออำเภอเป็นอำเภอบุญยืน ตามนามของพระประธานวัดบุญยืน และระยะ นี้ได้มีการบูรณะซ่อมแซมพระวิหาร เช่น ซ่อมแซมหลังคาพระวิหาร ช่อฟ้า ใบระกา เป็นต้น โดยพ่อเลี้ยงวงค์ บ้านป่ากล้วย เป็นนายช่างซ่อมแซมบูรณะดังกล่าว และแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๐ เกิดฝนตกหนักเป็นเหตุให้พระเจดีย์ทรุดและพังลงมา มีคณะศรัทธา นำโดย เจ้าราชบุตร ณ น่าน ได้บริจาคทรัพย์บูรณะ มีช่างหมื่นจีนหล่มเป็นช่างก่อสร้างและ ซ่อมแซมบูรณะ แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒ และปีนี้เองได้มีการเปลี่ยนชื่ออำเภออีกครั้งโดย เปลี่ยนเป็นอำเภอเวียงสา ตามชื่อเดิมที่ก่อตั้งเมืองสา พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้มีการซ่อมแซมบูรณะ พระวิหาร พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้มีการเปิดสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม และเปิดแผนกบาลีในปี ถัดมา พ.ศ. ๒๔๘๗ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดบุญยืนเป็นโบราณสถาน ตาม ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๖๑ ตอน ๖๕ ลงวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ครั้น พ.ศ. ๒๔๙๙ คณะศรัทธาโดยการนำของพระครูสาธาธิคุณ เจ้าอาวาสและเจ้าคณะอำเภอเวียงสาขณะ นั้นเห็นว่าตลิ่งลำน้ำสาบริเวณหน้าวัดได้พังทลายลงอันเกิดจากน้ำเซาะจะเป็นอันตรายต่อพระวิหาร จึงร่วมกับชาวบ้านและหน่วยงานราชการอื่น ๆ ได้ขุดคลองเปลี่ยนกระแสน้ำเพื่อมิให้น้ำเซาะ ตลิ่งเหมือนเดิม และพระครูสาราธิคุณเห็นว่าพระวิหารคับแคบไม่เหมาะในการประกอบสังฆ กรรมของพระสงฆ์ จึงขอพระราชทานวิสุงคามสีมาใหม่ โดยย้ายพัทธสีมาเดิมไปผูกเข้ากับพระ วิหารเพื่อให้กว้างขวางขึ้น และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ (ตรง กับเดือน ๕ เหนือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันศุกร์) เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๓๐ เมตร ดังนั้นวิหารหลังเดิมจึงกลายสภาพเป็นพระอุโบสถเพื่อใช้ประกอบสังฆกรรม พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้ก่อ สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมทดแทนหลังเดิมเป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น กว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๕ เมตร พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้ซ่อมแซมพระอุโบสถ ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว โดย

เปลี่ยนหลังคาทั้งหลัง เปลี่ยนช่อฟ้าใบระกาซ่อมผนังทั้งหมดและสร้างเสาตอหม้อรับคานด้านบน พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้สร้างศาลาบำเพ็ญกุศล จำนวน ๒ หลัง ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้สร้างห้องสมุดประจำวัด เป็นอาคารคอนกรีต ๒ ชั้น กว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้สร้างหอกลองขึ้น ทดแทนหอกลองหลังเดิม ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้ปรับปรุงบริเวณวัดและสิ่งก่อสร้างภายในวัดใหม่ โดยได้รื้อศาลาบำเพ็ญกุศลหลังเดิมและสร้างขึ้นใหม่เป็นอาคาร ๒ ชั้น กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๐ เมตร และชั้นล่างเปิดเป็นศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด ส่วนชั้นบนเป็นที่เก็บวัตถุโบราณของวัดและเป็นที่สำหรับประชุมของคณะสงฆ์ ส่วนกำแพงเดิมได้รื้อออกแล้วสร้างกำแพงขึ้นใหม่ และขยายพื้นที่ไปจนถึงบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเวียงสา และสร้างซุ้มประตูวัดให้สวยงามขึ้นกว่าเดิม

วัดบุญยืน เป็นวัดประจำอำเภอเวียงสา มีความสำคัญต่อความมั่นคงของจังหวัดน่าน ตั้งแต่สมัยเจ้าผู้ครองนครน่าน คือ เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เป็นต้นมา เช่น เมื่อเกิดความไม่สงบ หรืออุทกภัยขึ้นในเมืองน่านคราใด เจ้าผู้ครองนครน่านและประชาชนจะประกอบพิธีบวงสรวง สักการะบูชาพระธาตุเจดีย์บุญยืน ซึ่งก่อให้เกิดความสันติสุขต่อประชาชนด้วยดี สมัยที่ยังมีเจ้าครองนครน่านนั้น มีการประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาขึ้นในพระวิหาร บริเวณหน้าพระพุทธปฏิมาประธานตลอดมา ในปัจจุบันวัดบุญยืนเป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านการศึกษา การปฏิบัติธรรมและการประกอบศาสนพิธีของคณะสงฆ์และประชาชน อำเภอเวียงสาตลอดมา เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าศิลปะ เช่น การแกะสลักไม้ การศึกษาอักษรพื้นเมือง เป็นต้น นอกจากนี้ในด้านการศึกษาด้านพระปริยัติธรรม ได้เปิดการศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ นับว่าเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรมประจำจังหวัดน่าน ได้เปิดศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เปิดศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ เป็นต้นจนกระทั่งได้รับคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ และได้รับคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาดีเด่นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๖ ไร่ ๓ งาน ๓๐ ตารางวา ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๕๒๓ และ ๕๒๔ และที่ธรณีสงฆ์ ๒ แห่ง คือ ที่ดินซึ่งติดอยู่กับโรงพยาบาลเวียงสา และติดกับถนนดอยพระบาทเป็นทางไปจังหวัดแพร่ รวมเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ซึ่งได้ปลูกต้นไม้สักไว้เต็มพื้นที่ และที่ดินที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้วัดบุญยืนและติดกับถนนหลวงสายสา-นาน้อย มีเนื้อที่ ๑ ไร่ ๓ งาน ๘๐ ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๙๓, ๒๐๖ และ ๕๒๒ ปัจจุบันให้ประชาชนเช่าอยู่อาศัย

อาคารเสนาสนะมีพระอุโบสถ สร้างด้วยอิฐถือปูน ทรงล้านนา มีขนาดกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๐ และซ่อมแซมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ ภายในปูพื้นด้วยกระเบื้องเคลือบ มีภาพวาดรอบ ๆ ผนังด้านในพระอุโบสถเป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติ บริเวณฐานชุกชีด้านทิศตะวันออกของพระอุโบสถมีแผ่นศิลาจารึกอักษรกล่าวถึงการสร้างวัดป่าสักงามและวัดบุญยืน จำนวน ๒ แผ่น เสาอุโบสถ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กรอบไม้สัก เดิมรับกับขื่อหลังคา รอบ ๆ เสามีลวดลายกนกงดงาม บานประตูใหญ่ทั้ง ๒ บาน เจ้า

ราชวงศ์เชียงของเป็นผู้แกะสลักทางซ้ายเป็นรูปเทวดา พระหัตถ์ถือตาลปัตร ประทับบนดอก บัวลักษณะย้ายพระบาท ทางขวาเป็นรูปเทวดา พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ ประทับบนช้างเจ็ด เศียร มีลวดลายรอบ ๆ เทวดาทั้ง ๒ องค์ ถึง ๓ ชั้น วิจิตรพิสดารและงดงามมาก บานประตู เล็กด้านหน้าทั้ง ๒ ข้าง มีลวดลายแกะสลักลายกินรีและลวดลายเทวดาประทับสิงห์ บาน ประตูทิศตะวันตกแกะสลักด้วยไม้โดยย่อส่วนของบานประตูใหญ่ด้านหน้าพระอุโบสถ รูป เทวดาทั้งซ้ายและขวามีกิริยาเช่นเดียวกันแต่แกะสลักชั้นเดียว บานประตูด้านทิศใต้แกะสลัก ลวดลายกนกเถาวัลย์งดงามยิ่งนอกจากนี้มีรูปปั้นสิงห์ด้านหน้าพระอุโบสถยืนสง่าบนทางขึ้นซ้าย- ขวา ภายในพระอุโบสถมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางเปิดโลกประทับยืนบนฐานชุกชี สร้าง ด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทอง สูง ๘ ศอก สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๓ นอกจากนี้ มีพระพุทธรูปปาง มารวิชัยประดิษฐานบนชุกชี จำนวน ๒ องค์ สร้างด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทอง ขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๓๐ เมตร สูง ๑.๘๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ และพระพุทธรูปปางมารวิชัยเนื้อทอง สำริดประดิษฐานบนฐานชุกชี ขนาดหน้าตักกว้าง ๙๕ เซนติเมตร สูง ๑.๔๐ เมตร มีบุษบก ตั้งอยู่ภายในอุโบสถติดข้างผนังด้านทิศตะวันออก ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนมีลวดลายกนก ประดิษฐ์ลวดลายวิจิตรงดงามมาก พระอุโบสถนี้กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานไว้แล้ว วิหารสามพี่น้อง ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูน ศิลปแบบล้านนา กว้าง ๖ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยอิฐถือปูน จำนวน ๓ องค์ ส่วนฐานชุกชี ประดับลวดลายปูนปั้นสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ นอกจากนี้มีรอยพระพุทธบาทจำลองมีขนาดกว้าง ๑ เมตร ยาว ๑.๕๐ เมตร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๒.๕๐ เมตร ยาว ๓๑.๕๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทยเป็นอาคารชั้นเดียว โรงเรียนพระ ปริยัติธรรม มีขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กหลังคาทรง ไทยประยุกต์ มีมุขหน้า ๓ มุข เป็นอาคาร ๒ ชั้น อาคารอนุสรณ์สาราธิคุณ มีขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงไทยประยุกต์ ๓ มุข เป็นอาคาร ๒ ชั้น กุฏิ จำนวน ๒ หลัง หลังแรกมีขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๓๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร ๒ ชั้น ทรงไทยประยุกต์ หลังที่สองมีขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๐ เมตร สร้าง ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร ๒ ชั้น ชั้นบนเป็นไม้ ลักษณะเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ ๓ มุข ห้องสมุด มีขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มีลักษณะ เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ ๓ มุข เป็นอาคาร ๒ ชั้น หอระฆัง มีขนาดกว้าง ๒.๒๕ เมตร ยาว ๒.๗๕ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น หลังคาทรงจตุรมุขประดับด้วยยอดมณฑป ปูนปั้น หอกลองสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มีขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๖ เมตร สูง ๘ เมตร เป็นอาคาร ๒ ชั้น

ปูชนียวัตถุมีพระประธานในพระอุโบสถปางเปิดโลกประทับยืนบนฐานชุกชี สร้างด้วย อิฐถือปูนลงรักปิดทอง สูง ๘ ศอก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๓ โดยเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้า ผู้ครองนครน่านองค์ที่ ๕๖ เป็นพระพุทธปฏิมาองค์ยืนที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดน่านและนับว่าเป็น พระคู่บ้านคู่เมืองเวียงสามารถาน พระพุทธรูปปางมารวิชัย ประดิษฐานบนชุกชีในพระอุโบสถ จำนวน ๒ องค์ สร้างด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทอง ขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๓๐ เมตร สูง ๑.๘๐ เมตร

สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ พระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่บนฐานชุกชี ขนาด หน้าตักกว้าง ๕๕ เซนติเมตร สูง ๑.๔๐ เมตร เนื้อทองสำริด พระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้าง ด้วยอิฐถือปูน จำนวน ๓ องค์ ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารสามพี่น้อง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๓ ฐานชุกชีประดับลวดลายปูนปั้น พระพุทธรูปจำลอง เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ สร้างด้วยไม้สัก เป็น พระพุทธรูปประทับยืนปางเปิดโลก และลักษณะทรงเครื่องอยู่ใต้ฉัตร ขนาดสูง ๒๓๒ เซนติเมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๓ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดน่าน พระพุทธรูปประทับยืนปางเปิดโลก สูง ๑๓๐ เซนติเมตร สร้างด้วยไม้สักแกะสลักลงรักปิดทอง ประทับยืนบนฐาน รอบฐานแกะสลักรูปบัวหงาย พระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยรัตนโกสินทร์ สร้างด้วยทองสำริด ขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๕๐ เมตร สูง ๒.๗๐ เมตร ประดิษฐานอยู่ในศาลาการเปรียญ พระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก สมัยเชียงแสน สร้างด้วยไม้สักทั้งองค์พระและพระยานาคทั้ง ๕ ตัว ขนาดหน้าตักกว้าง ๗ นิ้ว สูง ๑๐ นิ้ว วัดจากฐานถึงปลายยอด ๒๘ นิ้ว พระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน สร้างด้วยทองสำริด ขนาดหน้าตักกว้าง ๗ นิ้ว สูง ๘.๕๐ นิ้ว วัดจากฐานถึงพระเมาลี ๑๑ นิ้ว พระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน สร้างด้วยทองสำริด ขนาดหน้าตักกว้าง ๔ นิ้ว สูง ๖ นิ้ว วัดจากฐานถึงพระเมาลี ๙ นิ้ว พระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยรัตนโกสินทร์ สร้างด้วยทองสำริด ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๔ นิ้ว สูง ๑๙.๕๐ นิ้ว พระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยไม้สัก ฐานประทับคอช้าง ๘ ตัว และช้างหมอบ ๑ ตัว มีขนาดหน้าตักกว้าง ๕๐ เซนติเมตร สูง ๗๕ เซนติเมตร พระพุทธรูปปางลีลา สมัยเชียงแสน สร้างด้วยทองสำริด จำนวน ๒ องค์ วัดจากฐานถึงพระเมาลี สูง ๒๖.๕๐ นิ้ว ๑ องค์ และสูง ๒๙ นิ้ว ๑ องค์ พระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน สร้างด้วยทองสำริด ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๔ นิ้ว สูง ๑๘.๕๐ นิ้ว วัดจากฐานถึงพระเมาลี ๒๒ นิ้ว พระพุทธรูปแก้วมรกตจำลอง สมัยรัตนโกสินทร์ สร้างด้วยหินอ่อนทรงเครื่อง ขนาดหน้าตักกว้าง ๙ นิ้ว สูง ๑๕ นิ้ว และพระมหาสังกัจจายน์ สร้างด้วยไม้สัก ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๑ นิ้ว สูง ๑๔.๕๐ นิ้ว พระเจดีย์ จำนวน ๑ องค์ สร้าง ด้วยอิฐถือปูน ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงปราสาทหรือทรงเรือนธาตุ ศิลปล้านนา ขนาดกว้าง ๘ เมตร สูง ๑๕ เมตร เดิมเป็นเจดีย์ทรงพระปางแบบลังกา (โอคว่ำ) สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๕ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๐ เกิดฝนตกหนักเป็นเหตุให้ฐานเจดีย์ทรุดและพังลงมาจึงได้ทำการซ่อมแซมบูรณะใหม่

ศิลปวัตถุและโบราณวัตถุมี แผ่นศิลาจารึก จำนวน ๒ ชิ้น จารึกอักษรล้านนากล่าวถึง การสร้างวัดป่าสักงามและวัดบุญยืนตั้งอยู่ที่ฐานชุกชีด้านตะวันออกของพระอุโบสถ ปัจจุบันพิ พิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดเชียงใหม่ขอยืมไปแสดงจำนวน ๑ ชิ้น บานใหญ่ของพระอุโบสถ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๓ โดยเจ้าราชวงศ์เชียงของเป็นผู้แกะสลักรูปเทวดาวิจิตรสวยงาม บานประตูเล็กด้านหน้าทั้ง ๒ ข้าง แกะสลักลวดลายกินรีและเทวดาประทับสิงห์ บุษบก (ธรรมาสน์เอก) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๓ สร้างด้วยอิฐถือปูน มีลวดลายกนกวิจิตรงดงามมี ขนาดกว้างและยาว ๒.๕ เมตร สูง ๕.๕ เมตร หีบพระธรรม ศิลปล้านนา ลักษณะเป็นหีบทรงรุ้ง ฝาตัด ฐานปัทม์สลักภาพนูนต่ำและปั้นรักประดับแสดงภาพเล่าเรื่องรูปบุคคลและสัตว์ประกอบ พรรณพฤกษา มีจารึกที่ขอบด้านหน้าของส่วนฝาระบุว่า พระเถระชื่อ นิพพานลังการ และเจ้า ผู้ครองนครน่าน คือ เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ ผู้สร้างวัดบุญยืน มีฐานกว้าง ๗๐ เซนติเมตร สูง

๑๒๒.๕๐ เซนติเมตร และยาว ๗๑ เซนติเมตร ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่ง ชาติจังหวัดน่าน ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังด้านในพระอุโบสถเป็นภาพเรื่องราวเกี่ยวกับพระ พุทธประวัติ ส่วนหน้าบันพระอุโบสถ และเสาพระอุโบสถวาดลวดลายและแกะสลักอย่างสวยงาม และรูปปั้นสิงห์ด้านหน้าพระอุโบสถศิลปะล้านนา

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดบุญยืน ได้จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ จนถึงปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางการศึกษาของสงฆ์ การศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ในเกณฑ์ ที่ดีตลอดมา ได้จัดให้มีการปฏิบัติธรรมทั้งพระสงฆ์และประชาชนโดยทั่วไปจัดตั้งศูนย์ศึกษาพระ พุทธศาสนาวันอาทิตย์และศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด จัดกิจกรรมต่าง ๆ อันเป็นการส่ง เสริมศีลธรรมและจริยธรรมแก่ประชาชนทั่วไป เช่น จัดนิทรรศการเนื่องในวันสำคัญทางพระ พุทธศาสนา จัดวัดเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของชุมชน เช่น ให้เป็นสถานที่ประชุมอบรมของ ข้าราชการหน่วยต่าง ๆ เป็นศูนย์กลางอบรมฟื้นฟูจิตใจของทหาร ตำรวจ อาสาสมัครที่ปฏิบัติ ราชการชายแดน เป็นต้น ส่งเสริมให้มีการเผยแผ่หลักธรรมทางศาสนา เช่น จัดแสดงพระ ธรรมเทศนา จัดส่งพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิออกเผยแผ่คำสั่งสอนศาสนาเสมอมา ในส่วนการสา ตมูนิการช่วยสงเคราะห์การศึกษา ของพระสงฆ์และทั่วไป จัดตั้งชุมชนกลาง การสงเคราะห์วัดและโรงเรียนในชนบทห่างไกลที่ขาดสาธารณูปโภค จัดบริการให้หน่วยงานต่าง ๆ ยืมวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ของวัดได้ และเป็นศูนย์กลางจัดพระพุทธรูปไว้ประจำสถานศึกษา ต่าง ๆ ในเขตอำเภอเวียงสา

การบริหารและการปกครอง

ปัจจุบันมีพระครูจักรธรรมสุนทร (ประสงค์ จกุกธมฺโม ป.ธ.๓) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอเวียงสา ได้จัดการปกครองแบ่งเป็น ๕ ฝ่าย คือฝ่ายปกครอง ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายศาสนพิธี ฝ่ายอาคารสถานที่ และฝ่ายพัสดุ โดยมีผู้ช่วยเจ้าอาวาสปกครอง แต่ละฝ่าย นอกจากนี้มีคณะกรรมการของวัดช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ ของวัดด้วย

เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม มีดังนี้

๑. พระอธิการนาย ธมฺมวโร (ครูบานาย) พ.ศ. ๒๓๒๙-๒๓๔๐

๒. พระอธิการอภิชัย อภิปุญโญ (ครูบาอภิชัย) พ.ศ. ๒๓๔๐-๒๓๘๘

๓. พระอธิการโน เตชปุญฺโญ (ครูบาโน) พ.ศ. ๒๓๘๘-๒๓๔๓

๔. พระอธิการแก้ว ชุตินุธโร พ.ศ. ๒๔๓๓-๒๔๘๘

๕. พระสมุห์ทะ ปญฺญาสาโร พ.ศ. ๒๔๘๘-๒๕๐๕

๖. พระสาธาธิคุณ (อินหวัน วิริยธมฺโม ป.ธ.๓) พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๓๔

๗. พระครูจักรธรรมสุนทร (ประสงค์ จกุธมฺโม ป.ธ.๓) พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นต้นมา