วัดมงคลทับคล้อ

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดมงคลทับคล้อ เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ถนนชมฐีระเวช (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑๓ สายตะพานหิน-เพชรบูรณ์) ตำบลทับคล้อ อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ประกาศตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ และได้รับพระราช ทานวิสุงคามสีมาครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลัง เมื่อ วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๓ กว้าง เมตร ยาว ๑๑ วา ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙

เขตที่ตั้งและอุปจารวัด

ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๑ งาน ๓๘ ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือจดสวนหย่อม กรม ทางหลวงและทางหลวงสายตะพานหิน-เพชรบูรณ์ ทิศใต้จดที่ดินนางคำภา มีศิริ ทิศตะวัน ออกจดถนนสุขาภิบาล ๖ ทิศตะวันตกจดลำคลองทับคล้อ พื้นที่ตั้งวัด เป็นที่ราบลุ่มอยู่ริม คลองทับคล้อ

ขอบเขตวัดมีกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กล้อมรอบเหนือกำแพงมีใบเสมาตั้งประดับตลอดทั้งแนว ด้านทิศเหนือมีขนาดกว้างประมาณ ๔๐ วายาวประมาณ ๘๐ วาด้านทิศตะวันออกกว้างประมาณ ๔๐ วายาวประมาณ ๘๐ วาด้านทิศใต้และทิศตะวันตกกว้างประมาณ ๔๐ วามีซุ้มประตูก่อสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ศิลปะทรงไทยประดับลวดลายจำนวน ๓ ซุ้มด้วยกันซุ้มแรกด้านทิศเหนือกว้าง ๓ วาสูง ๖ วาซุ้มด้านทิศตะวันออกมี ๒ ซุ้มซุ้มที่ ๑ ติดกับแนวเขตด้านทิศเหนีกว้าง ๔ วา ๒ ศอก สูง ๖ วา ๒ ศอกซุ้มที่ ๒ ถัดมาทางด้านทิศใต้กว้าง ๑ วา ๒ ศอก สูง ๓ วาบริเวณวัดมีความสะอาด ร่มรื่นที่ตั้งวัดอยู่ติดกับทางหลวงสายตะพานหิน-เพชรบูรณ์และติดกับย่านการค้าจึงมีการคมนาคมที่สะดวก

ความเป็นมา

วัดมงคลทับคล้อได้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏชัด แต่คาดว่า นายไหมแพงและนายเม้งหนูพินได้ยกที่ดินให้แก่วัดก่อน พ.ศ. ๒๔๘๐ เดิมชื่อ "วัดท่ามงคล" ต่อมาได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ ในระยะแรกมีเจ้าอธิการสุวรรณซึ่งย้ายมาจากวัดหนองนาดำอำเภอเมืองพิจิตรเป็นผู้นำในการก่อสร้างและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะตำบลทับคล้อ ครั้นพ.ศ. ๒๔๘๗ เจ้าอธิการสุวรรณได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะตำบลทับคล้อ ดังนั้นพระครูพิบูลศีดสุนทร์ เจ้าคณะอำเภอตะพานหินในขณะนั้นจึงนิมนต์พระมหาบุญมา ญาณวิมโล ป.ธ. (ภายหลังดำรงสมณศักดิ์คือพระครูนิพัทธธรรมโกศลพระวิมลญาณเมธี พระราชวิมลเมธี และพระเทพญาณเวทีตามลำดับ) ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบุรณะ (วัดเลียบ) กรุงเทพมหานคร มาเป็นครูสอนปริยัติธรรมอยู่ ณ วัดทรงธรรม ตำบลทับคล้อ

อำเภอตะพานหิน (เปลี่ยนมาเป็นอำเภอทับคล้อเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐) มาเป็นเจ้าอาวาสและเจ้า คณะตำบลทับคล้อแทน ขณะนั้นวัดมงคลทับคล้อมีเพียงกุฏิเล็ก ๆ ๔ หลัง หลังคามุงแฝก ๑ หลัง มุงด้วยกระเบื้องไม้ ๑ หลัง และมุงสังกะสี ๒ หลัง นอกจากนี้ยังมีหอสวดมนต์กว้าง ๓ วา ยาว ๔ วา ๒ ศอก ศาลาการเปรียญกว้าง ๖ วา ยาว ๙ วา และพระอุโบสถซึ่งทำด้วยไม้ทั้งหลัง มีเสา พื้น และกระดานฝ้าเป็นไม้แดง หลังคามุงสังกะสี กว้าง ๑๐ ศอก ยาว ๕ วา ๒ ศอก พระมหาบุญมาปรารภว่า "ถ้าประสงค์จะดำรงสมณเพศให้ยาวนาน เพียงศึกษาธรรมอย่างเดียว ไม่ชื่อว่าได้ศึกษาพระศาสนาได้กว้างขวาง หากแต่ได้มีการศึกษาบาลีด้วยก็จะเป็นหนทางนำ ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตแห่งสมณะและการคณะสงฆ์" ดังนั้นท่านจึงได้ประกาศตั้งการศึกษา พระปริยัติธรรมแผนกบาลีขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ โดยนิมนต์พระมหาแทน นุสิทธิ์ (ป.ธ.๖) จากวัดอนงคาราม ธนบุรี มาเป็นครูสอน และมีนักเรียนจำนวน ๑๒ รูปในปีแรก ปีต่อมามีนัก เรียนเพิ่มมากขึ้น จึงได้นิมนต์พระมหาเจียร นักธรรม (ป.ธ.๖) จากวัดราชบุรณะ (วัดเลียบ) กรุงเทพมหานคร มาเป็นครูสอนเพิ่มขึ้น ครั้น พ.ศ. ๒๙๑ มีนักเรียนสอบเป็นเปรียญได้จำนวน ๒ รูป พระมหาบุญมาได้พยายามสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีเป็นอย่างมาก โอนสีขอในและอุปกรณ์การศึกษาเพิ่มเต็มคลอดมา และได้เปลี่ยนชื่อวัดทำมงคล

พ.ศ. ๒๔๙๐ มีภิกษุสามเณรเพิ่มมากขึ้น จึงได้ก่อสร้างกุฏิสงฆ์เพิ่มขึ้นอีก หลัง ได้ ปรับผังวัดให้เป็นระเบียบมากขึ้นและสร้างโรงครัวเพื่อจัดภัตตาหารถวายพระภิกษุสามเณรตลอดมา

พ.ศ. ๒๔๙๑ นายอำ นางกิมหลั่น โพธิ์นคร พร้อมด้วยนางสมถวิล กังสดาลย์ ภริยา ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเสริฐ กังสดาลย์ ได้บริจาคทุนทรัพย์สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นอาคารไม้ ๒ ชั้น กว้าง ๔ วา ยาว ๑๐ วา ขึ้นพร้อมทั้งอุปกรณ์การศึกษา เช่น โต๊ะ, กระดานดำ แต่นักเรียนได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากจึงขัดสนเรื่องที่พักอาศัยและภัตตาหาร ในปี พ.ศ. ๒๕๙๓ พระครูนิพัทธธรรมโกศล ได้ก่อสร้างศาลาการเปรียญ เป็นอาคารยกพื้นชั้นเดียว กว้าง ๘ วา ยาว ๑๖ วา หลังกามุงกระเบื้องสถาปัตยกรรมทรงไทยขึ้นหนึ่งหลัง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้รื้อ ศาลาหลังเก่าแล้วนำไม้และอุปกรณ์อื่นมาประกอบขยายศาลาหลังใหม่ให้ใหญ่และยาวขึ้นเป็นกว้าง ๑๑ วา ยาว ๒๑ วา ปัจจุบันพระวิสุทธิวราภรณ์ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ได้ปรับปรุงตบแต่งให้ เป็นศาลา ๒ ชั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖

ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๐ มีการฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ พระครูนิพัทธธรรมโกศล (บุญมา ญาณวิมโล (ป.ธ.๔) ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๒) จึงได้รื้อกุฏิหลังเก่าทั้ง หมดแล้วจัดสร้างกุฏิไม้ขึ้นอีกจำนวน ๒๕ หลัง ซึ่งก็ยังหาได้เพียงพอต่อพระภิกษุและสามเณร ที่ได้เพิ่มเป็นจำนวนถึง ๑๕๐ รูปเศษไม่ ครั้น พ.ศ. ๒๕๐๒ จึงได้สร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น โดย สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๔ วา ยาว ๑๑ วา หลังคามุงกระเบื้อง สถาปัตยกรรมทรงไทย

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ พระราชวิมลเมธี (ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระวิมล ญาณเมธี เมื่อปี ๒๕๐๐ และพระราชวิมลเมธี เมื่อปี ๒๕๑๙) ได้ก่อสร้างอาคารเรียนปริยัติ ธรรมหลังใหม่ขึ้น เป็นอาคาร ๓ ชั้น จำนวน ๒๑ ห้อง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง

๑๕.๑๕

เมตร ยาว ๔๕.๕ เมตร หลังคามุงกระเบื้อง สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ โดยเหตุที่พระราชวิมลเมธี ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ของวัดมงคลทับคล้อมีสถิติผู้ที่สามารถสอบได้สูงมากขึ้น วัดมงคลทับคล้อจึงได้รับยกย่องเป็น โรงเรียนพระปริยัติธรรมดีเด่น (สำนักเรียนตัวอย่าง) ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ และพัฒนาวัดให้เจริญ ทุกด้านจนกระทั่งกรมการศาสนาได้ประกาศให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างและวัดพัฒนาดีเด่นประจำปี พ.ศ. ๒๕๒๘

นอกจากการสนับสนุนเรื่องการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกบาลีและนักธรรมแล้ว พระมหาบุญมายังสนับสนุนการศึกษาของประชาชนทั่วไป โดยได้อนุญาตให้ตั้งโรงเรียนผดุง วิทย์ขึ้นในบริเวณวัดมงคลทับคล้อ มีการศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษา ภายหลังได้ยุบ (เลิกกิจ การประมาณปี ๒๕๒๐) ต่อมาจึงได้ขอบริจาคที่ดินจากผู้มีจิตศรัทธา และสร้างโรงเรียนบ้านทับ คล้อขึ้น นอกจากนั้นท่านยังสนับสนุนทางด้านอุปกรณ์การศึกษาและทุนการศึกษาแก่นักเรียน ทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตลอดมาอีกด้วย

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ พระเทพญาณเวที (ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เมื่อปี ๒๕๓๑ รองเจ้าคณะภาค ๔ และเจ้าอาวาสวัดมงคลทับคล้อ) ได้มรณภาพลงพระวิสุทธิวราภรณ์ (สมชาย จนุทสาโร (ปสาริกัง) ป.ธ.๗) รองเจ้าอาวาสและเจ้าคณะอำเภอตะพานหินได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าอาวาสจึงได้สานต่อโดยพัฒนาการศึกษาปริยัติธรรมให้มั่นคงขึ้น ได้พัฒนาวัดในด้านต่าง ๆ ทั้งสาธารณูปโภค, การศึกษา, การปกครองให้เป็นระบบและระเบียบยิ่งขึ้น ได้ก่อสร้างอาคาร พิพิธภัณฑ์และหอสมุดเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ยอดมณฑป ๘ เหลี่ยม สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ เจดีย์บำรุงสุข สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มี ๓ ชั้น ทรงกลม จตุรมุข สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป นอกจากวัดมงคลทับคล้อจะสนับสนุนเรื่องการศึกษาพระปริยัติ ธรรมและการพัฒนาวัดให้เป็นที่เหมาะสมแล้ว ยังได้สนับสนุนการศึกษาในการจัดส่งครูสอนปริ ยัติธรรม ครูสอนธรรมศึกษาและครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาไปยังโรงเรียนต่าง ๆ รวมถึงการ ส่งเสริมการอบรมเยาวชนภาคฤดูร้อน ส่งเสริมและสนับสนุนการสาธารณูปการ เช่น สนับสนุน การก่อสร้างโรงพยาบาลทับคล้อ ส่งเสริมการก่อสร้างตึกผ่าตัดโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช อำเภอตะพานหิน จัดตั้งทุนการศึกษาแก่นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาประจำ อำเภอ นอกจากนี้ยังได้อำนวยความสะดวกแก่ส่วนราชการใช้สถานที่ของวัด เช่น เป็นสถานที่ จัดประชุมสมาชิก ธกส., สปอ.ทับคล้อ เป็นสถานที่จัดสัมมนาโครงการต่าง ๆ ของกรมการศาสนา เช่น โครงการส่งครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรม-บาลี ทั่วประเทศ เป็นต้น

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัดเดิมมี เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๒ งาน ๕๘ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๙๓ เนื้อที่ดิน ๑๐ ไร่ ๕๐ ตารางวา เลขที่ ๒๔๗๔ เนื้อที่ดิน ๑ ไร่ ๒ งาน ๐๘ ตารางวา และได้ซื้อเพิ่มเติมอีก ๓ ไร่ ๒ งาน ๗๕ ตารางวา โดยซื้อเพิ่มเติมจากนางคำพา มีศิริ ตามโฉนดตราจอง เลขที่ ๓๒๕ รวมเนื้อที่ดินตั้งวัดมี ๑๕ ไร่ ๑ งาน ๓๘ ตารางวา ส่วนที่ธรณีสงฆ์มีดังนี้ โฉนดเลขที่ ๒๑๑

เนื้อที่ดิน ๔๓ ไร่ ๓ งาน ๒๐ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๒๑๐๙ เนื้อที่ดิน ๓๕ ไร่ ๒ งาน ๙๐ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๒๑๑๒ เนื้อที่ดิน ๗๘ ไร่ ๑ งาน ๗๙ ตารางวา ทั้ง ๓ แปลงอยู่ตำบลท้ายทุ่ง อำเภอทับคล้อ โฉนดตราจอง เลขที่ ๑๙๔๗ เนื้อที่ดิน ๔๐ ไร่ ๘ ตารางวา โฉนดตราจอง เลขที่ ๑๘๕ เนื้อที่ดิน ๔๐ ไร่ ๔๐ ตารางวา น.ส. ๓ เลขที่ ๑๓๔ เนื้อที่ดิน ๒ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา ทั้ง ๓ แปลงอยู่ตำบลทับคล้อ อำเภอทับคล้อ น.ส. ๓ เลขที่ ๔๒๑ เนื้อที่ดิน ๒๕ ไร่ ๑ งาน ๕๒ ตารางวา อยู่ที่ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ น.ส. ๓ เลขที่ ๗๙๗ เนื้อที่ดิน ๕๐ ไร่ น.ส. ๓ เลขที่ ๗๙๘ เนื้อที่ดิน ๕๐ ไร่ น.ส. ๓ เลขที่ ๑๑๕๗ เนื้อที่ดิน ๒๓ ไร่ ๒ งาน ๙๐ ตารางวา ทั้ง ๓ แปลงอยู่ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ และ น.ส. ๓ เลขที่ ๔๓๘ เนื้อที่ดิน ๔๔ ไร่ ๒ งาน ๑๒ ตารางวา อยู่ที่ตำบลดงขุย อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์

อาคารเสนาสนะมีพระอุโบสถ ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๒ เมตร มีลักษณะ สถาปัตยกรรมไทย ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา บัวหัวเสา คันทวย หางหงส์ ลงรักปิดทองติดกระจกสี มีซุ้มประตู ๔ ประตู และซุ้มหน้าต่าง ๑๐ ช่อง ลงรักปิดทองติดกระจกสี บานประตู-หน้าต่างแกะลายเทพพนมลงรักปิดทอง ภายในอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธรูป มีนามว่า "พระพุทธมงคล" หน้าตักกว้าง ๒๙ นิ้ว มีกำแพงแก้วรอบ อุโบสถ ก่อผนังอิฐสูง ๐.๘๐ เมตร ส่วนบนลูกกรงเป็นเหล็กดัด มีซุ้มประตูกำแพงแก้วจำนวน ๕ ซุ้ม ลงรักปิดทองติดกระจกสี

ศาลาการเปรียญ มีขนาดกว้าง ๒๓ เมตร ยาว ๕๐ เมตร ลักษณะอาคารเป็นอาคาร ทรงไทยประยุกต์ ๒ ชั้น ชั้นล่างก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐมอญฉาบปูนเรียบ ชั้นบนเป็นพื้นไม้เนื้อแข็ง ผนังอาคารชั้นบนเป็นไม้เนื้อแข็งดีซ้อนเกล็ด หลังคาแบบทรงไทย มุงด้วยกระเบื้องลูกฟูกลอนเล็ก ประดับด้วยช่อฟ้าและใบระกา ใช้จัดงานบำเพ็ญกุศล และใช้ เป็นที่จัดประชุมของคณะสงฆ์และส่วนราชการต่าง ๆ

โรงเรียนพระปริยัติธรรม มีขนาดกว้าง ๑๕.๕ เมตร ยาว ๔๕.๕ เมตร ก่อสร้างด้วย คอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร ๓ ชั้น จำนวน ๒๑ ห้อง ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ใช้เป็นที่จัดประชุมของคณะสงฆ์และส่วนราชการ

กุฏิ จำนวน ๕๔ หลัง ดังนี้ กุฏิพระเทพญาณเวที มีขนาดกว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๑๕ เมตร ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร ๒ ชั้น หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ลักษณะเป็น สถาปัตยกรรมทรงไทยประยุกต์ ภายในเป็นที่ประดิษฐานศพของพระเทพญาณเวที อดีตเจ้าอาวาส ซึ่งมรณภาพปี พ.ศ. ๒๕๓๔ และด้านหน้ากุฏิมีรูปปั้นพระเทพเวที อดีตเจ้าอาวาสประดิษฐานอยู่ กุฎิพระวิสุทธิวราภรณ์ มีขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ก่อสร้างด้วยคอนกรีตและไม้ เป็นอาคาร ๒ ชั้น หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยประยุกต์ ส่วน กุฏิพระภิกษุสามเณร หลังที่ ๑ มีขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๒ เมตร ก่อสร้างด้วยคอนกรีต และไม้ เป็นอาคาร ๒ ชั้น หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยประยุกต์ และกุฏิพระภิกษุสามเณร อีกจำนวน ๕๑ หลัง มีขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๗ เมตร สร้างด้วย ไม้ หลังคามุงสังกะสี เป็นอาคารชั้นเดียว ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทย

พิพิธภัณฑ์และหอสมุด ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร ๒ ชั้น ชั้นล่างใช้ เป็นหอสมุด กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๔ เมตร ชั้นบนเป็นพิพิธภัณฑ์ อาคารทรง ๘ เหลี่ยม หลังคากระเบื้องหางปลา มีมณฑปยอดหลังคาติดกระจกสีทองทรง ๘ เหลี่ยม บรรจุพระพุทธ รูปเชียงแสน ๔ องค์ และสุโขทัย ๔ องค์ อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างและตกแต่งตัวอาคาร

เจดีย์บำรุงสุข ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มี ๓ ชั้น ชั้นล่างกว้าง ๔ เมตร ยาว ๔ เมตร พื้น ค.ส.ล. ผนังเปิดโล่ง ชั้น ๒ ก่อผนังอิฐทึบฉาบปูนเรียบ มีพื้น ค.ส.ล. ยื่นภายในอาคาร ออกมา ๔ ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปบูชา ๔ องค์ ส่วนยอดเจดีย์เป็นปล้องไฉนปูนปั้นปลี ยอดติดฉัตร ๕ ชั้น

ศาลาธรรมสังเวช มีขนาดกว้าง ๒๕ เมตร ยาว ๓๐ เมตร ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริม เหล็ก หลังคามุงกระเบื้องโมเนีย มีลักษณะสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ เป็นอาคารชั้นเดียว

โรงครัว มีขนาดกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๒ เมตร เป็นอาคารชั้นเดียว ก่อสร้างด้วย คอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐฉาบปูน หลังคาคอนกรีตเสริมเหล็ก

ปูชนียวัตถุที่สำคัญมี พระพุทธมงคล ซึ่งเป็นพระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิสิทธิ์มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ปี ตามประวัติพระพุทธมงคลนี้ได้มาจากวัดราชบุรณะ กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ข้าศึกทิ้งระเบิดลงที่วัดราชบุรณะซึ่งเกิดความเสียหายจำนวนมาก แต่พระพุทธมงคลไม่เสียหาย จึงอาราธนามาประดิษฐานที่วัดมงคลทับคล้อ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ นอกจากนี้มีพระพุทธรูปขนาดต่าง ๆ เป็นจำนวนมากซึ่งประดิษฐานที่ศาลาการเปรียญ กุฏิพระเทพญาณเวที เจดีย์บำรุงสุข เป็นต้น

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดมงคลทับคล้อได้จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมตั้งแต่ตั้งวัดในระยะแรก ๆ แต่ได้มีการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการศึกษาทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลีอย่างจริงจังในสมัยพระเทพญาณเวที (บุญมา ญาณวิมโล ป.ธ.๔) เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๔ มีพระภิกษุสามเณรที่สามารถสอบไล่ผ่านประโยคบาลีสนามหลวงในนามสำนักเรียนวัดมงคลทับคล้อมีจำนวนถึง ๑,๕๐๐ รูป มีผู้สอบเปรียญธรรม ๙ ประโยค ในนามสำนักเรียนวัดมงคลทับคล้อจำนวน ๕ รูป และไปสอบไล่ได้ในนามสำนักเรียนอื่นอีก ๙ รูป และศิษย์เก่าที่สามารถสำเร็จการศึกษาพุทธศาสตรบัณฑิตจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและศาสนศาสตรบัณฑิตจากมหามกุฎราชวิทยาลัยไม่น้อยกว่า ๗๐ รูป สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทประมาณ ๓๐ ท่าน และระดับปริญญาเอกประมาณ ๔ ท่าน จากผลการศึกษาด้านปริยัติธรรมดีเด่นดังกล่าว จึงได้รับการยกย่องให้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมดีเด่น (สำนักเรียนตัวอย่าง) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ และมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ถวายปริญญาครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่พระเทพญาณเวที ในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ภายหลังจากที่พระเทพญาณเวทีได้มรณภาพลง พระวิสุทธิวราภรณ์ (สมชาย จนุทสาโร (ปสาริกัง) ป.5.๗) ได้

๓o ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะอำเภอตะพานหิน จึงสานต่อโดยพัฒนาการศึกษาปริยัติธรรมให้มั่นคงขึ้น ได้สนับสนุนการศึกษาโดยจัดส่งครูสอนปริยัติธรรม ครูสอนธรรมศึกษาและครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาไปยังสำนักเรียนและสถานศึกษาอื่น ๆ จัดอบรมครูสอนพระปริยัติธรรมเป็นระยะ ๆ เพื่อให้การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลีให้เข้มแข็งขึ้น นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนการศึกษาทั้งการศึกษาพระปริยัติธรรมและการศึกษาของเยาวชนโดยทั่วไปและจัดอบรมเยาวชนภาคฤดูร้อนเป็นประจำทุกปี

ส่วนการสาธารณสงเคราะห์ ได้สนับสนุนช่วยเหลือในการสร้างโรงพยาบาลทับคล้อขนาด ๓๐ เตียง ห้องพิเศษ ๑๐ ห้อง พร้อมทั้งอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ สนับสนุนช่วยเหลือในการสร้างตึกผ่าตัดโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน สนับสนุนช่วยเหลือในการสร้างสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอทับคล้อ จัดตั้งกองทุนการศึกษาของนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ประชาชนที่ประสบภัยต่าง ๆ ได้จัดกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไป นอกจากนี้ได้อำนวยแก่ส่วนราชการและเอกชนในการใช้สถานที่วัดให้เกิดประโยชน์ เช่น ใช้สถานที่วัดเป็นที่จัดประชุม อบรม สัมมนา เป็นต้น

การบริหารและการปกครอง

ได้จัดการปกครองโดยมีพระวิสุทธิวราภรณ์ (สมชาย จนุทสาโร (ปสาริกัง) ป.ธ.) เป็นเจ้าอาวาสและดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอตะพานหิน มีการจัดระบบการปกครองโดยพระภิกษุสามเณรทุกรูปขึ้นตรงต่อเจ้าอาวาส มีอาจารย์ใหญ่ฝ่ายปกครองและฝ่ายการศึกษา หัวหน้าสามเณรและคณะกรรมการวัดช่วยปกครองดูแลแต่ละฝ่ายอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้มีกฎระเบียบการปกครองของวัดที่เคร่งครัด โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี รวมทั้งข้อวัตรปฏิบัติของสมณเพศด้วย

เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม มีดังนี้คือ

๑. เจ้าอธิการสุวรรณ พ.ศ. ๒๔๘๒-๒๔๘๗

๒. พระเทพญาณเวที (บุญมา ญาณวิมโล ป.ธ.๔ อดีตรองเจ้าคณะภาค ๔) พ.ศ. ๒๔๘๗-๒๕๓๔

๓. พระวิสุทธิวราภรณ์ (สมชาย จนุทสาโร (ปสาริกัง) ป.ธ.๗) เจ้าคณะอำเภอตะพานหินตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นต้นมา