วัดมะนาวหวาน

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดมะนาวหวาน เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๒๖ หมู่ที่ ๔ ตำบลช้างกลาง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเป็น วัดนับตั้งแต่พ.ศ. ๒๒๒๕ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ และได้รับการ สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙

เขตที่ตั้งและอุปจารของวัด

ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๓๗ ไร่ ๓ งาน ๗๐ ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือทางหลวงสาย ฉวาง- ลานสกา ทิศใต้จดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันออกจดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันตก จดคลองจันดีและห้วยเสียด พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่ม กำแพงวัดสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง ๒ เมตร ยาว ๔๘๒ เมตร ล้อมรอบด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ ส่วนทิศตะวัน ออกติดริมฝั่งคลองจันดีและห้วยเสียด ทางเข้าวัดด้านทิศเหนือมีซุ้มประตูและมีป้ายชื่อวัด ๒ ช่อง และมีประตูเหล็กเลื่อนเปิดปิด ด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกด้านละ ๑ ช่อง บริเวณวัด ปลูกไม้ดอกและไม้ยืนต้นเป็นจำนวนมาก มีความสะอาดร่มรื่น มีการคมนาคมที่สะดวกเพราะ ติดกับทางหลวงสายฉวาง-ลานสกา

ความเป็นมา

วัดมะนาวหวาน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๕ ผู้ก่อสร้างและระยะเวลาการสร้างไม่ปรากฏ หลักฐาน แต่จากการเล่าสืบต่อกันมาคาดว่าจะสร้างในราวรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ปูชนียวัตถุที่หลงเหลืออยู่มีเพียงเจดีย์คู่โบราณที่สร้างขึ้นเป็น อนุสรณ์แต่สมภารอินและสมภารจัน พระภิกบุสองพี่น้องซึ่งเคยเป็นเจ้าอาวาสเท่านั้น ปัจจุบัน มีหลักฐานจากกรมศาสนา คือ หนังสือรับรองสภาพวัด ตามหนังสือกรมการศาสนาที่ ศธ. ๐๔๐๕/ ๔๒๙๕ ลงวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐ ที่ระบุว่าได้ดั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๕ และได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๐ ได้รับการยกย่องว่าเป็นวัดพัฒนาดีเยี่ยมของ จังหวัดนครศรีธรรมราช ประจำปี ๒๕๒๕ เป็นหน่วยอบรมประชาชนดีเด่น ของกรมการศาสนา ประจำปี ๒๕๓๓ และเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของกรมการศาสนา ประจำปี ๒๕๓๔

ทรัพย์สิน ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ 37 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.ตก) ทะเบียนเลขที่ 2575 เลขที่ดิน 160 แบ่งเป็นเขตพุทธาวาสและสังฆวาส และมีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน 8 แปลง เนื้อที่ 324 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทะเบียนเลขที่ 213, 2114, 2115, 2576, 2577, 2578, 3850 และ 3851 ซึ่งวัดได้

จัดให้เป็นเขตการศึกษา เขตอภัยทาน เขตจัดผลประโยชน์ และเขตบริการชุมชน

อาคารเสนาสนะมีพระอุโบสถ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๗ เมตร ยาว ๒๐.๕ เมตร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ ลักษณะทรงไทยประยุกต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสร็จพระราชดำเนินมาทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙ ศาลาการเปรียญเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๒ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคารชั้นเดียวทรงไทยประยุกต์ ศาลาเอนกประสงค์ กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๓๐ เมตร เป็นอาคารชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ กุฏิ จำนวน ๑๑ หลัง กุฏิเจ้าอาวาสเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้น กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร กุฏิพระภิกษุสามเณรเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้น กว้าง ๔.๕ เมตร ยาว ๙ เมตร จำนวน ๘ หลัง และกุฏิรับรองพระอาคันตุกะ เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวกว้าง ๖ เมตร ยาว ๙ เมตร โรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นอาคารสองชั้นกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๓ เมตร หอฉัน กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๔ เมตร ศาลาตรีมุข กว้าง ๖.๕ เมตร ยาว ๘.๕ เมตร โรงประกอบอาหาร จำนวน ๒ หลัง กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๔ เมตร โรงเก็บพัสดุสิ่งของ กว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๕ เมตร นอกจากนี้ยังมีฌาปนสถาน ประกอบด้วยเมรุและศาลาบำเพ็ญกุศล และที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำวัดด้วย ปูชนิยวัตถุ มิ พระประธานในพระอุโบสถ ปางมารวิชัย แบบสมัยสุโขทัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๔๙ นิ้ว สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สกลมหาสังฆปรินายก สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฎฐาย์) ได้ประทานมงคลนามว่า "พระพุทธวิชิตมาร ประทานสันติสุขสวัสดี นรสีห์ ธรรมานุศาสก์ ไตรโลกนาถ ธรรมบพิตร" สร้างถวายโดย จ่าเผ่นผยองยิ่ง (ชุ่ม สุวรรจินดา) และนางทองสุข จินดา เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๔ พระพุทธสิทิงค์ แบบนครศรีธรรมราชจำลอง หล่อด้วยโลหะผสม ขนาดหน้าตักกว้าง ๖๐ นิ้ว ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสร็จพระราชดำเนินมาและทรงเททองหล่อ พร้อมด้วยทรงเปิดศาลาเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้พระราชทานพระนามาภิไธย่อ "สธ" ตราประจำพระองค์ประดิษฐานบนผ้าทิพย์ด้วย พระเจดีย์สองพี่น้อง ลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ ได้บูรณะซ่อมแซมเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ตามพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายกช่อฟ้าพระอุโบสถ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดมะนาวหวาน ได้จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ และแผนกบาลี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นต้นมา ได้จัดกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาคือจัด ได้มีการแสดง อรรถรส นำเสนอประชาชน ตั้งแต่กระจายข่าวเพื่อเผยแพร่ข่าวด้านศาสนา และข่าวทางราชการ จัดทำจุลสารธรรมะเบื้องต้น ตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธ ศาสนาวันอาทิตย์ ตั้งมูลนิธิเพื่อการศึกษาเผยแผ่พระศาสนาและสาธารณกุศล ตั้งหน่วยอบรม ประชาชนประจำตำบล (อปต.) ร่วมมือกับองค์กรหรือหน่วยงานอื่น ๆ เช่น วิทยาลัยองค์การ บริหารส่วนจังหวัด จัดโครงการ "พัฒนาชีวิตด้วยศาสนาและจริยธรรม" เป็นต้น นอกจากนี้ บริการสถานที่แก่หน่วยงานต่าง ๆ ในการประชุม อบรมและสัมมนา เช่น การประชุมหัวหน้า ส่วนราชการระดับจังหวัด เขตและภาค เป็นต้น

การบริหารและการปกครอง

ได้จัดการปกครอง โดยมีพระครูสถิตวิหารธรรมเป็นเจ้าอาวาส และดำรงตำแหน่งรองเจ้า คณะอำเภอฉวางได้ปกครองโดยยึดหลักพระธรรมวินัยเป็นที่ตั้ง และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎและระเบียบมหาเถรสมาคม นอกจากนี้ยึดถือหลักสามัคคีธรรม มีการอนุเคราะห์ซึ่งกันและ กัน มีกติกาการปกครองที่เป็นหลักฐานและชัดเจน เรียกว่า ระเบียบการปกครองวัดมะนาวหวาน พ.ศ. ๒๕๓๒ โดยอธิการกะ จัดเป็นฝ่าย คือฝ่ายปกครอง ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายเผยแพร่ ฝ่าย สาธารณูปการ ภัณฑาคาริกและภัตตาหาร

เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม มีดังนี้คือ

๑. พระอธิการอิน

๒. พระอธิการจัน

๓. พระครูสังฆรักษ์พุ่ม ปัญญาที่โป พ.ศ. ๒๔๖๑-๒๔๘๙

๔. พระอธิการดำ จิตุตสวโร (พรหมทอง)

๕. พระอธิการพันธ์ ขนุติโก (วิมลเมือง)

๖. พระอธิการดำ อินฺทมโน

๗. พระครูสถิตวิหารธรรม (สอน ฐิตวีโร) รองเจ้าคณะอำเภอฉวาง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐ เป็นต้นมา