วัดพิกุลทอง

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดพิกุลทอง เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๓ หมู่ที่ ๓ ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้ รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๐ เมตร และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

เขตที่ตั้งและอุปจารของวัด

ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๐๓ ไร่ ๓ งาน ๖๐ ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือยาว ๓๙๘๒๘ เมตร จดบ้านของนางรวย ผมทอง ทิศใต้ยาว ๔๗.๔๔ เมตร จดบ้านของนางนุคุณ จันทร์พงษ์แก้ว ทิศ ตะวันออกยาว ๕๕๗.๔๘ เมตร จดคลองชลประทาน ทิศตะวันตกยาว ๔๒๗.๖ เมตร จดทางสาธารณะ ประโยชน์และลำคลองแม่น้ำน้อย

พื้นที่ตั้งวัด เป็นที่ราบสูงอยู่ริมแม่น้ำน้อยฝั่งทิศตะวันออก บริเวณวัดมีกำแพงคอนกรีต ล้อมรอบและภายในวัดได้ก่อสร้างเสนาสนะสงฆ์เป็นระเบียบสวยงาม

ความเป็นมา

วัดพิกุลทอง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ โดยมี ขุนสิทธิ์ สถิตย์บุตร (เสือ) นายกลับ สถิตย์บุตร และนายช่วง เป็นหัวหน้าดำเนินการก่อสร้างวัดขึ้น เดิมชื่อว่า วัดใหม่พิกุลทอง แต่ชาวบ้านมักเรียก กันว่าวัดใหม่ เพราะว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นใหม่ในเขตนี้ ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๘๓ จึงได้เปลี่ยนชื่อวัดอีกครั้ง ว่าวัดพิกุลทอง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘ และได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๐ เมตร ได้รับคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔ และ เป็นวัดพัฒนาดีเด่นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑

วัดพิกุลทอง ได้จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยเปิดสอนแผนกธรรมเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๔ และแผนกบาลีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นสำนักเรียนประจำ จังหวัดสิงห์บุรี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้เปิดเป็นสนามอบรมบาลีก่อนสอบของคณะสงฆ์ภาค ๓ นอกจากนี้ยังได้จัดอบรมปฏิบัติธรรม แก่พระภิกษุสามเณร นักเรียนนักศึกษาและพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ให้ความอนุเคราะห์และอุปถัมภ์ โรงเรียนต่างๆ เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานราชการที่ขอ ความช่วยเหลือในการจัดกิจกรรมทุกประเภท

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๑๐๓ ไร่ ๓ งาน ๖๐ ตารางวา และมีที่ธรณีสงฆ์ ๑๕ แปลง รวมเนื้อที่ ๑๘๙ ไร่ ๒ งาน ๖๕ ตารางวา

อาคารเสนาสนะมี พระอุโบสถ กว้าง ๑๕.๕๙ เมตร ยาว ๒๙.๕๔ เมตร สร้างด้วยคอนกรีต เสริมเหล็ก แบบทรงไทยประยุกต์ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕

วิหาร กว้าง ๙ เมตร ยาว ๙ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก

ศาลาการเปรียญ กว้าง ๒๐.๕๐ เมตร ยาว ๓๔ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กปนไม้ เป็นอาคาร ๒ ชั้น แบบทรงไทยประยุกต์

หอสวดมนต์ กว้าง ๑๔.๓๐ เมตร ยาว ๑๘.๑๕ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก แบบ ทรงไทยประยุกต์

โรงเรียนปริยัติธรรม จำนวน ๒ หลัง หลังที่ ๑ กว้าง ๑๕.๙๐ ยาว ๒๗.๕๐ เมตร สร้างด้วย คอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร ๒ ชั้น แบบทรงไทยประยุกต์ หลังที่ ๒ กว้าง ๑๐.๒๐ เมตร ยาว ๓๔.๕๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร ๓ ชั้น แบบทรงไทยประยุกต์

หอไตร กว้าง ๔.๗๓ เมตร ยาว ๑๓๔ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร ๒ ชั้น

หอประชุมสงฆ์ กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๘ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคารชั้นครึ่ง

ศาลาพิธี กว้าง ๒๐.๕๐ เมตร ยาว ๓๔ เมตร เป็นอาคาร ๒ ชั้น แบบทรงไทยประยุกต์

ศาลารับรองแขก จำนวน ๒ หลัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคารชั้นเดียวทั้ง ๒ หลัง

หอฉัน กว้าง ๑๐.๗๓ เมตร ยาว ๑๒.๔๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร อาคาร ๒ ชั้น แบบทรงไทยประยุกต์

หอเวช กว้าง ๙ เมตร ยาว ๗.๑๕ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร ๒ ชั้น

กุฏิสงฆ์ จำนวน ๓๓ หลัง เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว และเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก มีทั้ง ๒ ชั้น และ ๓ ชั้น และตึกพักสงฆ์เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นอาคาร ๓ ชั้น แบบทรงไทยประยุกต์

นอกจากนี้มี หอสมุดประชาชน ศาลาประชุมฟังธรรม ศาลาพักร้อน จำนวน ๔ หลัง หอระมัง โรงครัว และที่พักสายตรวจ

ปูชนียวัตถุมี พระพุทธรูปปางประทานพร สร้างสมัยสุโขทัย ขนาดหน้าตัก กว้าง ๑๑ วา ๒ ศอก ๗ นิ้ว สูง ๒๑ วา ๑ คืบ ๓ นิ้ว สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก องค์พระประดับด้วยทองคำ ชนิด ๒๔ เค จากประเทศอิตาลี ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลปัจจุบันว่า "พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี" โดยรอบองค์พระมีวิหารคตแบบจตุรมุขภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เป็นปูนปั้นลงลักปิดทองคำเปลว จำนวน ๕๖ องค์ พระสีวลี (พระฉิม) สร้างด้วยโลหะและลงลักปิดทองคำเปลว ขนาดสูง ๙ ศอก ๙ นิ้ว ประดิษฐานอยู่เกาะกลางสระน้ำด้านหน้าพระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี และรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) ขนาดเท่าองค์จริง หล่อด้วยนวโลหะ ซึ่งได้จำลองมาจากวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร

ศิลปวัตถุมี จิตรกรรมฝาผนังรอบ ๆ ใต้ฐานขององค์พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี เป็นภาพนรก ๑๒ ภาพ และภาพสวรรค์ ๑๒ ภาพ

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดพิกุลทองได้มีการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยเปิดแผนกธรรม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๔ และแผนกบาลีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นสำนักเรียนประจำจังหวัดสิงห์บุรี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้เปิดเป็นสนามอบรมบาลีก่อนสอบของคณะสงฆ์ภาค ๓ โดยมีนักเรียนจาก ๔ จังหวัดในเขตภาค ๓ คือ จังหวัดสิงห์บุรี ลพบุรี ชัยนาท อุทัยธานี และจังหวัดอื่น ๆ เข้ารับการอบรมปีละประมาณ ๘๐๐ รูป จัดตั้งกองทุนการศึกษา ยังได้จัดให้มีการถือศีลปฏิบัติธรรมเป็นประจำทุกปี โดยมีผู้เข้ารับการอบรมและปฏิบัติธรรม ปีละประมาณ ๑,๐๐๐ คน ได้ให้การสนับสนุนการศึกษาของราชการ โดยอุปถัมภ์โรงเรียนต่าง ๆ เกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับหน่วยราชการ เช่น ให้สถานที่ประชุม/อบรม จัดส่งพระวิทยากรให้การอบรม จัดอบรมบรรพชาอุปสมบท จัดบวชชีพราหมณ์ และจัดบริการห้องสมุด นอกจากนี้ได้จัดสร้างสถานีอนามัยชั้นหนึ่งให้กับราชการ พัฒนาถนนให้อยู่ในสภาพดี นำไฟฟ้าเข้าสู่หมู่บ้านต่าง ๆ จัดสร้างโรงเรียนให้แก่หน่วยราชการ สร้างห้องประชุมและตึกสงฆ์อาพาธให้กับโรงพยาบาล จัดหาอุปกรณ์การศึกษาให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ และอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ

การบริหารและการปกครอง

ได้จัดการปกครองโดยมีพระเทพสิงหบุราจารย์เป็นเจ้าอาวาส และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารและการปกครองโดยตรงแล้ว ยังได้มอบอำนาจให้พระภิกษุผู้มีอายุพรรษาทำหน้าที่ช่วยเหลือในด้านการปกครองตามที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาสเพื่อให้เป็นไปตามพระธรรมวินัยและกฎระเบียบของการปกครองคณะสงฆ์ และมอบหมายให้คณะครูอาจารย์ ผู้มีหน้าที่สอนพระปริยัติธรรมรับสนองงานด้านการศึกษา โดยมีคณะครูเป็นผู้บริหารและวางแผนการศึกษาและดำเนินการตามแผนการศึกษาของคณะสงฆ์

เจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ

  1. พระอธิการจันทร์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๔ - ๒๔๔๑

  2. พระอธิการปั่น ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๒ - ๒๔๔๕

  3. พระอธิการพัน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๕ - ๒๔๖๗

  4. พระอธิการหยด ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๘ - ๒๔๗๓

  5. พระเทพสิงหบุราจารย์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นต้นมา