วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๙๔ ถนนสุนทรสถิตย์ ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

เขตที่ตั้งและอุปจารของวัด

ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๕๐ ไร่ ๑ งาน ๒๐ ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือจดที่ดินของเอกชน ทิศใต้จดที่ดินของเอกชน ทิศตะวันออกจดที่สาธารณะของเทศบาลเมืองอุทัยธานี ทิศตะวันตกจดที่ดินของเอกชน

พื้นที่ตั้งวัดอยู่ใจกลางเมืองอุทัยธานี มีกำแพงล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กสูงประมาณ ๒ เมตร พื้นที่ทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม บริเวณวัดสะอาด ร่มรื่น ปลูกไม้ดอกไม้ประดับและไม้ยืนต้นทั่วๆ ไป มีการคมนาคมที่สะดวก ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองอุทัยธานีประมาณ ๕๐๐ เมตร และสถานีขนส่งจังหวัดอุทัยธานีประมาณ ๑๐๐ เมตร

ความเป็นมา

วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ เดิมชื่อว่า "วัดมณีธุดงสงฆมูลิกาวาส" สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สกลมหาสังฆปรินายก ประทานนามเป็น "วัดทุ่งแก้ว" เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ และต่อมาทางการคณะสงฆ์ได้รวมวัดทุ่งแก้วกับวัดขวิด (ซึ่งเป็นวัด เก่าแก่สร้างมากว่า ๒๐๐ ปี อยู่ใจกลางตลาดริมแม่น้ำสะแกรัง) เข้าเป็นวัดเดียวกัน สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) วัดมหาธาตุ ฯ พระนคร และเป็นเจ้าคณะมณฑลนครสวรรค์จึงได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดมณีสถิตกปิฎฐาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ เป็นต้นมา สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ได้เขียนประวัติ เกี่ยวกับวัดมณีสถิตกปิฏฐารามได้ใจความว่า วัดทุ่งแก้วที่ตั้งวัดเดิมเป็นป่าไผ่ ระหว่างที่ตั้งวัดกับ หมู่บ้านเป็นทุ่ง ชาวบ้านเรียกว่าทุ่งแก้ว พระอาจารย์เย้ม วัดโมลิโลกยาราม (วัดท้ายตลาด) พระนคร ได้จาริกธุดงค์มาพักที่ป่าไผ่ ชาวบ้านสะแกรังเคารพนับถือและปฏิบัติกัมมัฏฐานกันมากต่อมา นายพุ่ม นางพิณได้สร้างศาลาไม้ไว้สำหรับให้ท่านพักปฏิบัติธรรม พระอาจารย์แย้มเห็นเป็นสถานที่ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมจึงได้จัดสร้างเป็นวัดขึ้นโดยขุดสระน้ำเป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียกว่า "สระน้ำมนต์" และได้สร้างศาลาเล็ก ๆ ๔ หลัง บริเวณมุมสระน้ำนั้น ขณะนั้นมีพระอาจารย์ทองเป็นผู้ช่วยในการ ก่อสร้างและเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาได้มีการก่อสร้างอาคารเสนาสนะเพิ่มมากขึ้นจนมั่นคงถาวร สมัย

พระปลัดใจ คงคสโร เป็นเจ้าอาวาส ประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๔ (ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูประไพ คุณาจารย์ พระครูอุทานธรรมนิเทศ และพระสุนทรมุนี ตามลำดับ และเป็นอดีตเจ้าคณะจังหวัด อุทัยธานี) ซึ่งเป็นชาวบ้านสวนหลวง อำเภออินทรบุรี เป็นผู้แตกฉานพระปริยัติธรรมและมูลกัจจายน์ เป็นอย่างมาก ได้สร้างเสนาสนะเพิ่มเติม เช่น กุฏิ อุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ โรงเรียน พระปริยัติธรรม เป็นต้น อีกทั้งได้ตั้งสำนักสอนหนังสือขอมและหนังสือไทย ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกธรรมและบาลีเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากจนกระทั่งได้รับตราสนามหลวงพิเศษจากทางการคณะสงฆ์

วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้จัดให้มีการศึกษา พระปริยัติธรรม โดยเปิดสอนแผนกธรรม และบาลีเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้พัฒนาการเรียน การสอนจนกระทั่งเป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรมใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานี เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ สมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สกลมหาสังฆปรินายก เสด็จตรวจการคณะสงฆ์จังหวัด อุทัยธานี ได้ประทับแรมที่หอพระไตรปิฎกของวัด และประชุมเจ้าคณะเจ้าอาวาส จังหวัดอุทัยธานีได้ ประทานนามวัดเป็นวัดทุ่งแก้วและต่อมา พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้โปรดประทานให้สำนักเรียนวัดทุ่งแก้วเปิด สำนักสอบธรรมและบาลีสนามหลวงสาขาจังหวัดอุทัยธานี เป็นสนามหลวงสาขาจังหวัดแรกในภาคเหนือ และได้รับเกียรติให้เป็นสำนักเปิดสอนธรรมและบาลีสนามหลวงติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ เคยจัดตั้งโรงเรียนเชลยศักดิ์ สอนหนังสือไทยตามที่ราชการให้วัดช่วยจัด ต่อมาได้จัดตั้งเป็นโรงเรียน ประชาบาลเพื่อการศึกษาของกุลบุตร กุลธิดาในท้องถิ่น ปัจจุบันคือโรงเรียนชุมชนเทศบาลวัดมณีสถิต ในส่วนการศึกษาอบรมอภิธรรมและปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น ผู้ก่อสร้างวัดคือพระอาจารย์แย้ม ได้ให้การศึกษาและการอบรมปฏิบัติกัมมัฏฐานจนมีผู้เลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก แม้เจ้าอาวาสรูปต่าง ๆ มาก็ได้จัดการศึกษาอบรมอภิธรรมและวิปัสสนากัมมัฏฐานตลอดมา

ทรัพย์สิน

ที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ ๕๐ ไร่ ๑ งาน ๒๐ ตารางวา ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๔๑๐๒ มีที่ศาสนสมบัติ เป็นที่จัดประโยชน์ ๖ แปลง รวมเนื้อที่ ๘๕ ไร่ ๘๐ ตารางวา อยู่ที่ตำบลอุทัยใหม่ ๑ แปลง ตำบล สะแกกรัง ๒ แปลง ตำบลหนองไผ่แบน ๒ แปลง และตำบลดอนกลอย ๑ แปลง ซึ่งเป็นที่นาจึงให้ เอกชนเช่า มีอาคารตึกแถวสองชั้นจำนวน ๒๐ คูหา ปลูกในที่ดินของวัดขวิดเดิม อยู่ในเขตเทศบาล เมืองอุทัยธานีซึ่งมอบให้กรมการศาสนา จัดให้เอกชนเช่าเก็บผลประโยชน์

อาคารเสนาสนะมี พระอุโบสถ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคามุงกระเบื้องดินเผาลักษณะ ทรงไทยประยุกต์ กว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๗.๕๐ มีพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดหน้าตักกว้าง ๕ ศอก สร้าง สมัยอยุธยาตอนต้นประดิษฐานอยู่ภายใน

วิหาร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคามุงกระเบื้องดินเผา กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร มีพระประธานขนาดใหญ่และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ประดิษฐานอยู่ภายใน

ศาลาการเปรียญ (ศาลาสังฆสภา) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ ลักษณะเป็น ๓ มุข กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕

โรงเรียนปริยัติธรรม "อุทัยธรรมสภา" สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๘.๖๐ เมตร ยาว ๒๕ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ มีตราสนามหลวงซึ่งได้รับพระราชทานพิเศษปั้นติดผนังหน้า มุขเป็นอนุสรณ์ ปัจจุบันได้ทำการซ่อมแซมแล้วเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาเป็นกระเบื้องลอนคู่ สีเขียว เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗

กุฏิสงฆ์จำนวน ๒๒ หลัง สร้างด้วยไม้หลังคามุงกระเบื้องดินเผา จำนวน ๑๐ หลัง และสร้าง ด้วยไม้เนื้อแข็งหลังคามุงกระเบื้องลอนคู่ จำนวน ๑๐ หลัง (สร้างใหม่) กุฎิอดีตเจ้าอาวาส (พระราช- อุทัยกวี) เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้และกุฏิเจ้าอาวาสปัจจุบัน สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคา มุงกระเบื้องเคลือบ ลักษณะทรงไทยสองชั้น

หอพระไตรปิฎก สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะจตุรมุขหลังคามุงกระเบื้องเคลือบ กว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๑๑ เมตร เป็นอาคารสองชั้น ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฎกและใช้เป็น ห้องสมุดของพระภิกษุสามเณร

ศาลาธรรมสังเวช สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี

หอระฆัง สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๒.๕๐ เมตร ยาว ๒.๕๐ เมตร

นอกจากนี้มีศาลาแม่นิติกุล วิหารหลวงปู่แย้ม วิหารหลวงพ่อพระราชอุทัยกวี (พุฒ) เป็นต้น

ปูชนียวัตถุมี พระประธานประดิษฐานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ขนาดหน้าตัก กว้าง ๕ ศอก สร้างสมัยอยุธยาตอนต้นพระประธานขนาดใหญ่ และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ในวิหาร พระปรางค์ ๕ ยอด ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นปูชนียวัตถุเก่าแก่คู่มากับการสร้างวัด ขนาดฐาน กว้าง ๘ เมตร สูง ๑๖ เมตร เป็นที่เคารพสักการะของชาวอุทัยธานี รูปหล่อของหลวงปู่แย้มและ รูปหล่อหลวงพ่อพระราชอุทัยกวี (พุฒ) สระน้ำมนต์ซึ่งพระอาจารย์แย้มได้ลงยันต์คาถาอักษรขอม ในแผ่นศิลาปลุกเศกอาคมบรรจุไว้กลางสระน้ำเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป น้ำในสระน้ำมนต์นี้ เป็นน้ำสรงมุรธาภิเศกในพระราชพิธีบรมราชาภิเศก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ และ รัชกาลที่ ๗ เป็นน้ำสรงมุรธาภิเศกของจังหวัดอุทัยธานี ทูลเกล้าถวายในพระราชพิธีตามขัตติยราช ประเพณี นอกจากนี้มีเสาช้างคู่

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม ได้มีการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยเปิดแผนกธรรมและบาลี ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้พัฒนาการเรียนการสอนจนเป็นสำนักเรียนใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานี นอกจากนี้ยังได้เป็นสำนักสอนธรรมและบาลีสนามหลวงประจำจังหวัดอุทัยธานี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นต้นมา เป็นสำนักจัดศึกษาอบรมพระอภิธรรมและปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน จัดโครงการสนับสนุน และอุปการะการศึกษาของเยาวชน จัดกิจกรรมพิเศษในวันธรรมสวนะและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

โดยให้มีการรักษาศีลฟังธรรม ซักชวนประชาชนและเยาวชนจากโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดอุทัยธานี ให้มาร่วมปฏิบัติธรรม และบำเพ็ญกุศลตลอดมา นอกจากนี้ได้จัดพิมพ์หนังสือธรรมแจกในโอกาส วันสำคัญทางศาสนา เป็นสถานที่จัดประชุมพระธรรมทูตของจังหวัดอุทัยธานี เพื่อออกเผยแผ่ธรรม ยังสถานที่ต่าง ๆ ได้จัดบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนทุกปี ตั้งกองทุนช่วยเด็กกำพร้าและช่วยเหลือ ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

การบริหารและการปกครอง

วัดมณีสถิตกปิฏฐารามได้แบ่งการปกครองเป็นคณะ แต่ละคณะมีเจ้าคณะปกครองโดยขึ้น ตรงต่อเจ้าอาวาสเพื่อให้พระภิกษุสามเณรมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและประพฤติตามพระธรรม วินัยโดยเคร่งครัด ปัจจุบันมีพระสุนทรมุนี (พิสัย จานธมโม ป.ธ. ๖) เป็นเจ้าอาวาสและดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี

เจ้าอาวาสตั้งแต่สร้างวัดจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้ คือ

๑. พระอาจารย์ทอง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๑ - ๒๔๓๔

๒. พระสุนทรมุนี (ใจ คงคสโร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๔ - ๒๔๖๕

๓. พระวินัยธรใบ อัครวงค์ รักษาการเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๖๖ - ๒๔๖๘

๔. พระราชอุทัยกวี (พุฒ สุทตฺโต) ป.ธ. ๕ อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี พ.ศ. ๒๔๖๙ - ๒๕๓๓

๕. พระสุนทรมุนี (พิสัย ฐานธมโม) ป.ธ. ๖ เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นต้นมา