วัดนครสวรรค์
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด วัดนครสวรรค์ เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ ๗๐๒ ถนนโกสย์ ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้น เป็นวัดประมาณ พ.ศ. ๑๗๒ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. ๒๖๗๒ ได้รับการสถาปนา เป็นพระอารามหลวงนับตั้งแต่วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๘
เขตที่ตั้งและอุปจารของวัด ที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๑ งาน ๓๕ ตารางวา อาณาเขตเฉพาะส่วนที่เป็นเขตสังฆาวาส ทิศเหนือยาว ๗ วา ติดต่อกับถนนเทพสิทธิชัย ทิศใต้ยาว ๗ วา ติดต่อกับถนนลูกเสือ ทิศตะวันออกยาว ๗๖ วา ติดต่อกับถนนโกสีย์ ทิศตะวันตกยาว ๘๐ วา ติดต่อกับถนนสวรรค์วิถี พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบ มีลักษณะเบี่ยงรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ขอบเขตบริเวณวัดมีกำแพงโดย รอบทั้ง ๔ ด้าน มีประตูเข้าออกได้สะดวกทั้ง ด้าน ที่ดินตั้งวัดนี้ได้ถูกถนนสวรรค์วิถีแบ่งออก เป็น ๒ แปลง เป็นเขตสังฆาวาสและเขตพุทธาวาสในส่วนที่อยู่ทางทิศตะวันออกเนื้อที่ ๑๓ ไร่ ๒๕ ตารางวา อีกแปลงหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกใช้เป็นเขตอาพาธสถาน เนื้อที่ ๘ ไร่ ๑ งาน ๑๑ ตารางวา ภายในบริเวณวัดระหว่างอาคารเสนาสนะต่าง ๆ มีถนนติดต่อถึงกันหมด มีต้นไม้ ประดับปลูกไว้ตามความเหมาะสม
ความเป็นมา วัดนครสวรรค์ เดิมมีนามว่า "วัดหัวเมือง" เนื่องจากตั้งอยู่ตอนต้นของตัวเมือง ก่อนจะ เข้าถึงตัวเมืองจะต้องผ่านวัดนี้ก่อน สร้างขึ้นเป็นวัดประมาณ พ.ศ. ๑๙๘๒ หรือก่อนหน้านี้เล็ก- น้อย เดิมหน้าวัดอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีต้นโพธิ์และพระปรางค์มองเห็นเด่นชัดสำหรับผู้สัญจร ไปมาทางแม่น้ำ ต่อมาสายน้ำได้เปลี่ยนทิศทาง ห่างออกไปจากวัดประมาณ ๑๐๐ เมตร นับเป็น วัดแรกที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. ๑๘๒
ทางราชการได้ใช้สถานที่วัดนี้ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (มีศิลาจารึกเป็น หลักฐาน) เป็นที่พำนักอยู่จำพรรษาของเจ้าคณะจังหวัด เป็นสถานที่สอบธรรมและบาลีสนามหลวง ตลอดมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๐๓ ชาวบ้านได้พบข้างเผือก ๑ เชือก ที่เมืองนครสวรรค์ ได้ประกอบ พิธีทางศาสนาที่วัดนี้ แล้วนำกลับสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่เมืองลพบุรี ซึ่งได้พระราชทาน นามว่า "เจ้าพระยาบรมคเชนทรฉัททันต์" จึงนับว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวเสด็จทาง ชลมารถ มาทรงเททองหล่อพระพุทธชินราชจำลอง ที่จังหวัดพิษณุโลก ได้เสด็จมาทรงเยี่ยม และเห็นความสำคัญของวัดนี้ จึงได้ทรงโปรดให้ข้าพระครูสวรรค์วิถิสุทธิอุตตมคณาจารย์สังฆ- ปาโมกข์ (หลวงพ่อครุฑ) เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ จากวัดเขา (วัดจอมคีรีนาคพรต) มาพำนัก อยู่ประจำที่วัดนี้ ในการย้ายของหลวงพ่อครุฑนั้นทางราชการและประชาชนได้ร่วมจัดเป็นการใหญ่ มากมีขบวนแห่แบบเวสสันดร จำนวน ๑๓ ขบวน พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ ผู้บัญชา การทหารสมัยนั้นจัดขบวนมาส่งท่านด้วย
พ.ศ. ๒๔๕๔ สมเด็จพระราชินีพระพันปีหลวงและสมเด็จพระมาตุจฉา เสด็จประพาส มณฑลภายเหนือ ได้เสด็จมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันพระราชสมภพและวันสวรรคตของพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ พร้อมด้วยเจ้านายอีกหลายพระองค์ ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์เมื่อ ปฏิสังขรณ์พระอารามนี้ด้วย
พ.ศ. ๒๕๕๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช- เจ้า เสด็จตรวจการคณะสงฆ์ได้ทรงแวะเยี่ยมหลวงพ่อครุฑที่วัดนี้ด้วย ในฐานะทรงคุ้นเคยเป็น การส่วนพระองค์มาก่อน และในปีต่อมาได้เสด็จมาในงานศพหลวงพ่อครุฑอีกครั้งหนึ่ง
พ.ศ. ๒๔๖๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า รัชกาลที่ ๗ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์สำหรับเป็นทุนสร้างพระอุโบสถหลังปัจจุบัน ซึ่งได้ครอบหลังเดิมไว้ พร้อมกับได้ พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์เป็นโลหะทองแดงขนาดใหญ่ไว้เป็นอนุสรณ์ในพระอุโบสถด้วย
วันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕
สมเด็จพระภคินเธอเจ้าพระเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพรรณวดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๖ ได้ประทานผ้า พระกฐินมาทอดถวายที่วัดนี้
สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้เสด็จมาทรงประทับแรม ที่วัดนี้ ๒ ครั้ง คือวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒ และวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๓
ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้มีนายเสน่ห์ วัฒนาธร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ทำ เรื่องราวเสนอขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อสถาปนาวัดนครสวรรค์ขึ้นเป็นพระอาราม หลวง เนื่องจากเป็นวัดที่มีความสำคัญคู่บ้านคู่เมืองจึงมีเหมาะสมโดยประการทั้งปวง ความทราบ ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐ- มนตรี ที่ นร๐๒๐๔/๓๘๔๖ ลงวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๘ กระทรวงศึกษาธิการได้ออก ประกาศลงวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๘
ทรัพย์สิน
ที่ดินตั้งวัดจำนวน ๒ แปลง เนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๑ งาน ๓๕ ตารางวา โฉนดเลขที่ ฿๙๔๓, ๕๖๓๙
ที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๒ แปลง เนื้อที่ ๑๑๔ ไร่ ๖๘ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๑๑๒๕๓, ๒๖๗๓, ๑๐๔๑, ๑๑๑, น.ศ. ๓ สารบบ หน้า ๓ เล่ม ๑ ตั้งอยู่ท้องที่ตำบลปากน้ำโพ ๒ แปลง ตำบลบางม่วง ๑ แปลง ตำบลศาลาแดง อำเภอโกรกพระ ๑ แปลง และตำบลเนินมะกอก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ๑ แปลง
อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี พระอุโบสถกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๖ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๖๙
ของเดิมไม่มีเสาได้แก่ อิฐโบราณแผ่นใหญ่ฉาบปูน ได้บูรณะใหม่เทเสาคอนกรีตเสริม เหล็กรับคาน ๑๖ ต้น เมื่อปี พ.ศ. ๕๑๔
พระวิหาร เดิมเป็น ๒ หลัง ต่อมาได้ปฏิสังขรณ์ติดต่อเป็นหลังเดียวกัน สร้างด้วยอิฐ โบราณแผ่นใหญ่ เริ่มทำการบูรณะ พ.ศ. ๒๕๒๗
ศาลาการเปรียญแบบจตุรมุขกว้างขาวด้านละ ๓๔ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๖
กุฎิสงฆ์ จำนวน ๑๕ หลัง เป็นอาคารคอนกรีต ๖ หลัง อาคารไม้สัก ๒ ชั้น ๑ หลัง ชั้นเดียว ๕ หลัง
หอสมุดแบบจตุรมุข กว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๑๒ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก หอระมังแบบจตุรมุข สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ที่หน้าบันแกะสลักลวดลายทั้ง ๔ ด้าน
โรงเรียนปริบัติธรรม เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น มีมุขทั้งด้านหน้าและหลัง ขนาดกว้าง ๒๔.๕๐ เมตร ยาว ๒๘.๕๐ เมตร มีห้องใต้ดินด้วย
ฌาปนสถาน เป็นแบบเตาอบสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก นอกจากนี้มีศาลาธรรม- สังเวช จำนวน ๖ หลัง สำนักงานมูลนิธิการกุศล ๑ หลัง
สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในพระอุโบสถมีพระนามว่า "หลวงพ่อศรีสวรรค์" ขนาดพระเพลากว้าง ๒.๕๐ เมตร สร้างด้วยทองเหลือง
พระพุทธรูปใหญ่ ในพระวิหาร ๒ องค์ ขนาดพระเพลากว้าง ๓.๕๐ เมตร เรียก "พระ ผู้ให้อภัย" พระพุทธรูปอื่นอีก ๒ องค์ ในพระวิหาร
พระพุทธรูปสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ สมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย ขนาดพระเพลากว้าง ๓ นิ้ว จำนวน ๔ องค์ อยู่ที่กุฎิเจ้าอาวาส
พระเจดีย์เก่า อยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ จำนวน ๓ องค์
พระปรางค์เดิมมีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัด สร้างด้วยอิฐโบราณแผ่นใหญ่ ปัจจุบันปรักหักพังเหลือแต่ขามีรากฐานปรากฏอยู่
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เจ้าคณะมณฑลอยุธยา ได้ส่ง พระมหาห้อง ชาตสิริ ป.ธ. ๖ (พระเทพสิทธินายก) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ กรุงเทพฯ มาพื้นฟูการศึกษาพระปริบัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี เป็นทั้งสำนักเรียนและสนามสอบที่ เป็นบีกแผ่นมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน ได้เปิดสอนแผนกสามัญในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ มีพระภิกษุ สามเณรเรียนธรรมและบาลีสอบไล่ได้ปีละกว่า ๑๐ รูป ตลอดมา
การสาธารณสงเคราะห์ ทางวัดได้จัดให้มีห้องสมุดของวัด ตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์ จังหวัดนครสวรรค์ จัดอบรมเผยแพร่ศีลธรรม ฝึกสมาธิ สงเคราะห์ศพอนาถา ตั้งทุนมอบแก่ นักเรียนทุกปี นอกจากนี้ยังได้ให้สถานที่วัดเป็นที่ตั้งที่ทำการของพุทธสมาคม มูลนิธิปากน้ำโพ ประชานุเคราะห์ โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด และศูนย์บริการประชาชนของตำรวจ ตลอดถึง ได้สนับสนุนในกิจการทางสังคม อันเป็นสาธารณประโยชน์ โดยการให้ใช้สถานที่วัดเป็นครั้ง คราว และให้การอนุเคราะห์ในด้านอื่น ๆ ตลอดมา
การบริหารและการปกครอง
วัดนครสวรรค์ ได้บริหารกิจการภายในวัดแบ่งการปกครองออกเป็น 8 คณะ มีเจ้าคณะ ปกครองดูแลแทนเจ้าอาวาสในบางเรื่องบางประการ มีการประชุมอบรมรวมกันทั้งวัดหลังทำวัตร เข้าและวันอุโบสถเป็นประจำ
เจ้าอาวาสที่ปกครองวัดเท่าที่สืบทราบนามมาได้ มี ๗ รูป คือ
๑. พระอาจารย์เคลือบ พ.ศ. ๒๔๒๔-๒๔๔๓
๒. พระครูสวรรค์วิถีวิสุทธิอุตตมคณาจารย์สังฆปาโมกข์ (ครุท) พ.ศ. ๒๔๔๔-๒๔๕๒ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ด้วย
๓. พระครูเขมวิถี สังฆปาโมกข์ (สด) พ.ศ. ๒๔๕๖-๒๔๖๒ เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์
๔. พระใบฎีกาอั้น พ.ศ. ๒๕๖๒-๒๔๗๑
๕. พระครูนิภาสธรรมคุณ (บุญเกิด จนุทสาโร ป.ธ. ๓) พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๕๐๘ เจ้าคณะ อำเภอเมืองนครสวรรค์
๖. พระเทพสิทธินายก (ห้อง ชาตสิริ ป.ธ. ๖) เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ และ เจ้าคณะตรวจการภาค 3 เป็นผู้ปกครองวัด เนื่องจากเจ้าอาวาสมีสุขภาพไม่ดี ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๙
๓. พระสิทธิธรรมเวที (ประสิทธิ มิตุตธมุโม ป.ธ. 6) เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ ปกครองวัดระหว่าง พ.ศ. ๒๔-๒๕๐๘ และได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นต้นมา
วัดนครสวรรค์ มีพระภิกษุจำพรรษาประมาณ ๘๐ รูป สามเณร ๔๕ รูป บางปีจะมาก หรือน้อยกว่านี้เล็กน้อย.