วัดหงส์รัตนาราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดหงส์รัตนาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๒ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อสถานีตำรวจบางกอกใหญ่ ทิศใต้ติดต่อกับคลองบางหลวง หรือคลองบางกอกใหญ่

ทิศตะวันออก ติดต่อคลองหลังที่ว่าการเขตบางกอกใหญ่ ทิศตะวันตก ติดต่อคลองวัดหงส์

ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม ห่างจากถนนใหญ่พอสมควร มีสถานที่ราชการ บ้านเรือนล้อมรอบ

ความเป็นมา

วัดหงส์รัตนาราม เดิมชื่อ "วัดเจ้าสัวหง" หรือ "วัดเจ้าขรัวหง" เพราะเป็นชื่อของเศรษฐี จีนชื่อนายหงเป็นผู้สร้าง โดยยังเป็นวัดราษฎร์อยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๓๘๗

ในสมัยกรุงธนบุรี มีชื่อว่า "วัดหงษ์อาวาสวิหาร" และมาเปลี่ยนเป็นชื่อ "วัดหงส์ อาวาสบวรวิหาร" ในรัชกาลที่ ๑ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พอถึงรัชกาลที่ ๒ ก็เปลี่ยนเป็นชื่อ "วัดหงส์อาวาสวรวิหาร" และชื่อวัดก็เปลี่ยนแปลงตามรัชกาลมาเรื่อยจนสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงได้ ชื่อ "วัดหงส์รัตนาราม" และมีสร้อยว่า "วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร" ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๔๕๘ ศาล กือสาลเจ้าพ่อตากสินวัดหงส์ 9 เป็นที่สักการะการพบูชาของประชาชนโดยทั่วไป

ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดหงส์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา เช่นการลงรักบีดทองในพระอุโบสถ พระวิหาร ในสมัยรัชกาลที่ ๓ การซ่อมแซม บีดลายทองที่เพดาน และจิตรกรรมฝ้าแห้งในพระอุโบสถ ตลอดจนมีการมหกรรมฉลองวัดหงส์ ฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำ สร้างกำแพงในสมัยเจ้าอาวาสรูปต่าง ๆ ที่ดำรง ตำแหน่งอยู่ในวัดหงส์ ในสมัยนั้น ๆ อีกด้วย

ทรัพย์สิน

วัดหงส์รัตนาราม มีที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ ๔๖ ไร่ ๑ งาน ๒๓ ตารางวาและที่ธรณีสงฆ์ทั้งหมด

  • แปลง มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ คือ โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๐๘๑๑๑๒๑๗๔ และ ๑๒๕๔ และมีสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ซึ่งจะกล่าวพอสังเขปได้ดังนี้ คือ พระอุโบสถ สร้างในสมัยกรุงธนบุรี โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสร้างขึ้นแทน พระพุทธรูปองค์น้อยเชิญมาแต่เมืองเชียงแดงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๑

เป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง ขัดสมาธิราบปางมารวิชัย หน้าตักกว้างประมาณ ๒๔ นิ้วครึ่ง พระวิหาร สร้างปี พ.ศ. ๒๕๒๑ โดย น.ส. สังวาลย์ ชูโต และ น.ส. เนื่อง ซูโต เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองโบราณสมัยสุโขทัยเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ โดย พระวิหารหลังนี้สร้างแทนพระวิหารหลังเดิมซึ่งปรักหักพังไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีกุฏิ ซึ่งเป็นไม้สักทรงไทย มีสภาพค่อนข้างกรุดโทรมแล้ว ศาล พระเจ้าตากสินและศาลาตรีมุข ซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปโบราณครั้งหนึ่งเป็นต้น

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ มีการสร้างโรงเรียนปริยัติธรรมขั้น ๒ หลัง เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๑๐ ในสมัย พระสุขุมธรรมาจารย์ เป็นเจ้าอาวาส ให้การศึกษาปริยัติธรรมแก่พระนวกะ แผนกธรรมและแผนก บาลี ปัจจุบันมีนักเรียนบาลี ๕๓ รูป และนักธรรม ๘ รูป

ทางวัดได้เปิด โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในปี ๒๕๒๔ ปัจจุบันมีนักเรียนกว่า ๓๐๐ คนและยังมีโรงเรียนประถมศึกษา ๑ หลัง อยู่ภายในบริเวณ วัดให้การศึกษาวิชาความรู้แก่เยาวชนอีกด้วย

การบริหารและการปลดรอง ปัจจุบันเจ้าอาวาสชื่อ พระปริบดิมุนี ซึ่งพอจะลำดับเจ้าอาวาส ได้ดังนี้

๑. สมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) ๒. สมเด็จพระวันรัต (ด่อน) ๓. พระธรรมอุดม (พระบรมวโรดม) ๔. พระธรรมเจดีย์ ๕. พระอุดมบดี (สอน) ๖. พระวินัยรักษ์ (ดุน) ๗. พระประสิทธิศิลคุณ (เสือ) ๘. พระธรรมพังสนาจารย์ (ศิริ) ๙. พระประสิทธิศีลคุณ (เลี้ยง) ๑๐. พระธรรมปหังสนาจารย์ (สาด) ๑๑. พระรัตนมุนี (บาง ป.ธ. ๓) ๑๒. พระสุขุมธรรมาจารย์ (ลมัย โกวิโท ป.ธ. ) ๑๓. พระปรียติมนี (ชูศักดิ์ ชมุมทินุโน ป.ธ. ) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ปัจจุบันมีพระภิกษุจำนวน ๖๑ รูป และสามเณรจำนวน ๓ รูป มีการปกครองวัด โดย จัดทำทะเบียนพระภิกษุสามเณรและสิมวัด ทำบัญชีเรียกซื้อทำวัตรเช้า-เย็นทุกวัน ควบคุมความ ประพฤติของพระภิกษุสามเณรและศิษย์วัด ตลอดจนมีการอบรมศีลธรรมแก่ประชาชนให้มั่น อยู่ในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาด้วย.