วัดราชสิทธาราม

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดราชสิทธาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๓ แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

อาณาเขต ทิศเหนือติดกับคลองวัด ทิศใต้ติดกับถนนวัดสังข์กระจาย ทิศตะวันออก ติดกับคลองวัด ทิศตะวันตกติดกับที่สวนของพระยามานิตย์กุลพัทธ์ สวนของคุณหญิงวิชิตสงคราม สวนของพระไพจิตรวินิจฉัย และนายผู้ไชเจริญ จำนวนเนื้อที่ดินที่ตั้งวัดทั้งหมด ๔ ไร่

ลักษณะทั่วไปของบริเวณที่ตั้งวัด เป็นที่ราบลุ่ม สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีลำคลอง และถนน คอนกรีตรอบวัด มีไม้ยืนต้นทำให้สดชื่นร่มรื่นน่าอยู่

ความเป็นมา

วัดราชสิทธาราม เป็นวัดโบราณ เดิมที่เดียวชื่อ "วัดพลับ" ความจริงวัดราชสิทธาราม เป็นพระอารามหลวงที่รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นในบริเวณติดกับวัดพลับ และให้ รวมวัดพลับเข้าไว้ในเขตวัดราชสิทธารามด้วย แต่ราษฎรยังคงเรียกชื่อว่าวัดพลับตราบเท่าทุกวันนี้

เหตุที่รัชกาลที่ ๑ โปรดให้สร้างวัดราชสิทธาราม เพราะได้ทรงนิมนต์พระอาจารย์สุก วัดท่าหอบ ริมกลองคูจาม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงมาจำพรรษาที่วัดพลับ พระราชทาน สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระญาณสังวรเถร และทรงสร้างพระอารามหลวงติดกับวัดพลับ โดยโปรดให้รวมเป็นวัดเดียวกัน จนถึงรัชกาลที่ ๓ ได้ทรงพระราชทานนามว่า "วัดราชสิทธาราม"

วัดราชสิทธารามเป็นวัดที่มีความสำคัญตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ก็เนื่องด้วยพระญาณ - สังวรเกร (สุก) เป็นพระเถระผู้ทรงวิทยาคุณในทาง "วิบัติสนาธุระ" เป็นที่เคารพนับถือของคน ทั้งหลาย ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๒ ท่านได้รับสมณะศักดิ์สูงสุดเป็นที่ "สมเด็จพระสังฆราช" เมื่อ

พ.ศ. ๒๓๖๓ และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้ง ๓ พระองค์ ก็ได้เคยเสด็จไปประทับเจริญวิบัติสนา โดยเฉพาะรัชกาลที่ ๔ ได้เคยประทับจำพรรษาด้วย ที่พระตำหนักเก๋งจีนและพระตำหนักจันทร์ ซึ่งปรากฏเป็นอนุสรณ์อยู่จนกระทั่งบัดนี้ การปฏิสังขรณ์วัดราชสิทธารามในสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๔๑

ทรงมีพระบรมราชา- บุญญาตให้พระมงคลเทหมุนี (เอี่ยม) เจ้าอาวาส รื้อพระตำหนักจันทร์ที่ชำรุดทรุดโทรมมาทำเป็น หอพระพร้อมทั้งโปรด ฯ ให้สร้างโรงเรียน ๕ ห้อง สำหรับเด็กนักเรียนในละแวกนั้น แต่ปัจจุบัน ได้รื้อไปแล้ว ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระองค์โปรดเกล้า ฯ ให้บูรณะ ปฏิสังขรณ์วัดราชสิทธารามเป็นการใหญ่ และโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ที่เป็น สาธารณประโยชน์ โดยให้ประชาชนเห็นความสำคัญ มีจิตศรัทธาบริจาคร่วมบูรณะปฏิสังขรณ์ ด้วย และให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวง สาธารณสุข วางโครงการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์เสนาสนะ และถาวรวัตถุภายในวัด โดยมอบ ให้กรมการศาสนาจัดสรรเงินงบประมาณบูรณะวัดประจำปี ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์และก่อสร้าง ๑. บูรณะหอสวดมนต์และศาลาก๋งขึ้นบริเวณคณะ

สิ้นเงิน

๗0,000 บาท . บูรณะพระศิราสนเจดีย์และศิรจุมกฎเจดีย์

สิ้นเงิน ๗๔,๐๐๐ บาท ๓. บูรณะพระตำหนักเก๋งจื่นและปรับพื้นที่บริเวณภายใน

สิ้นเงิน

๒๕,๐๐ บาท ๔. สร้างโรงเรียนปริยัติธรรม

สิ้นเงิน ๕๔๔,๐๐๐ บาท ๕. สร้างพระวิหารใหม่แทนหลังเก่าที่ชำรุดมาก

สิ้นเงิน ๘๓๕,๐๐๐ บาท พ.ศ. ๒๕๒๒ กรมศิลปากรได้มอบเงินให้ ๓๒๐,๐๐๐ บาท ทำการซ่อมแซมอนุรักษ์ภาพ จิตรกรรมฝายนังในพระอุโบสถ

ทรัพย์สิน

ที่ดินที่เป็นทรัพย์สินของวัดนอกจากเนื้อที่ดินตั้งวัดแล้ว ยังมีที่ธรณีสงฆ์อีก ๒ แปลงอยู่ ที่แขวงทำพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร แปลงที่ ๑ เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๖๕.๐๓ ตารางวา และแปลงที่ ๒ มีเนื้อที่ ๒ ไร่ ๓ งาน ๖ ตารางวา

ปูชนียวัตถุ ถาวรวัตถุและสิ่งก่อสร้างที่สำคัญของวัดได้แก่

พระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถขนาดกลาง ก่ออิฐถือปูน สร้างยกพื้นสูงกว่าระดับ ดินเล็กน้อย หลังคาลด ๒ ชั้น มีเสาเรียงรับเครื่องบนอยู่ภายนอกทั้ง ๔ ด้าน หน้าบันด้าน หน้าและด้านหลังเป็นรูปปั้นพระนารายณ์ทรงกรุฑประกอบลายเขตประดับกระจกบีดสีทอง ใต้ หน้าบันตรงกลางด้านหน้ามีอานกระเบื้องลายกรามโบราณกลมของจีนขนาดใหญ่ประดับอยู่ใบหนึ่ง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๐ เซนติเมตร มีระเบียงขึ้นออกมาจากตัวพระอุโบสถทั้งหน้าและหลัง ระเบียงด้านหน้าประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ ๔ องค์ มีพระนั่งปางสมาธิอยู่กลางทางขวาพระยืนปาง ประทานพร และพระห้ามญาติ ทางซ้ายพระยืนปางห้ามสมุทร และปางรำพึงระเบียงหลังประดิษ- ฐานพระพุทธรูป ๔ องค์ คือ พระยืนปางห้ามญาติ ๒ องค์ นั่งปางมารวิชัย ๑ องค์ รวมกัน ตอนเหนือระเบียงใกล้กับเพดานด้านหน้าและด้านหลัง มีภาพเขียวสีแสดงขบวนพยุหยาตราทาง สถลมารค แต่ชำรุดลบเลื่อนไปมากแล้ว ด้านหน้าและหลังมีประตูด้านละ ๑ ประตู และด้าน ข้างทั้งสองมีหน้าต่างด้านละ ๘ หน้าต่าง เรือนแก้วและหน้าต่างด้านนอก เป็นรูปบั้นลายดอกไม้ บิดทองบานประตูและบานหน้าต่างด้านนอกสลักลายตื้น ๆ ปิ ดทองประดับกระจก ด้านในเขียน ภาพสีรูปเทพยดาแบกพระบรรพ์ (ทวารบาล) บนผนังด้านในทั้งซ้ายขวา ตอนล่างเขียนภาพสี เกี่ยวกับพระพุทธประวัติและเวสสันตรชาดก ตอนบนเขียนภาพ พรหม เทพ นักสิทธิ์ คนธรรพ์ และมนุษย์ชุมนุม โดยแบ่งเป็นชั้น ๆ ที่ผนังด้านหน้า ตรงกับพระประธาน

เขียนเป็นภาพ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังมอญมาร ผนังด้านหลังพระประธานเป็นภาพไทรภูมิ

เสมารอบพระอุโบสถเป็นเสมาคู่ตั้งอยู่ในหุ้มสี่เหลี่ยม

แต่ละด้านปิดด้วยกระเบื้อง ระบายลมแบบจีนสีน้ำเงินรายรอบพระอุโบสถรวม ๘ ซุ้ม ที่เชิงซุ้มเสมอ ตุ๊กตาหินรูปกษัตริย์ แบบจีนตั้งหันหน้าไปทางกุฏิวิปัสสนาทุกหุ้ม ลานพระอุโบสถปูด้วยกระเบื้องซีเมนต์ธรรมดา ตาม กำแพงแก้วมีกุฎิเล็ก ๆ สำหรับบำเพ็ญวิปัสสนาอยู่รอบพระอุโบสถรวม ๒๔ หลัง ภายในกุฎิ พระพุทธรูปขนาดย่อมประดิษฐานอยู่ และมีแท่นสำหรับนั่งวิปัสสนาด้วย ปัจจุบันบางกุฏิใช้เป็น ที่จำพรรษาของพระภิกษุ โดยเฉพาะกุฏิด้านซ้ายของพระอุโบสถ มีรูปหล่อสมเด็จพระสังฆราช ญาณสังวร (สุก) ซึ่งหล่อในรัชกาลที่ ๒ ประดิษฐานไว้หน้ากุฏิ ทุกกุฏิมีรูปปั้นกตาจีนเป็นรูปนักรบ ขี่ม้า อยู่ตรงเชิงบันไดข้างละตัว ตรงมุมกำแพงแก้วทั้ง ๔ มุม มีเจดีย์สี่เหลี่ยมประดิษฐานอยู่

มุมละองค์ ตอนล่างของพระเจดีย์ทำเป็นกุฏิสำหรับใช้เป็นที่บำเพ็ญวิปัสสนาได้ แต่ปัจจุบันมีรูป หล่อของพระอาจารย์วิปัสสนาประดิษฐานอยู่ทุกเจดีย์คือ ตรงหน้าพระอุโบสถด้านเหนือ รูปพระ- สังวรานุวงศ์เกร (เอี่ยม) ด้านใต้ รูปพระสังวรานุวงค์เกร (ชุ่ม) หลังพระอุโบสถด้านเหนือรูป พระครูสังวรสมาธิวัตร (แป๊ะ) และด้านใต้รูปพระอาจารย์ทอง ประตูเข้าบริเวณพระอุโบสถมี ประตูอยู่ตรงกลางกำแพงแก้วทุกด้าน มีข้างหินตั้งอยู่ภายในประตูละคู่ เฉพาะภายนอกประตู ด้านหน้าพระอุโบสถมีรูปหินเป็นรูปกวางหมอบตั้งอยู่คู่หนึ่ง บรรดาตุ๊กตาหินต่าง ๆ ดังกล่าวมา ทั้งหมดนี้ ปัจจุบันแตกหักเป็นส่วนมาก

พระวิหาร อยู่ด้านเหนือทางซ้ายพระอุโบสถ เดิมเรียกว่า "พระวิหารแดง" เพราะ ทาด้วยฝนสีแดง เคยมีเจดีย์รายรอบพระวิหาร ซึ่งทาด้วยฝุ่นสีแดงเหมือนกัน แต่ได้รื้อไปหมด แล้ว เหลืออยู่ด้านหน้าอีกเพียง ๒ องค์ ไว้เป็นที่ระลึก ก็ถูกขโมยเจาะทำลายเพื่อแสวงหาพระ และของมีค่าที่บรรจุไว้ ตัวพระวิหารเดิมซึ่งได้สร้างมาพร้อมกับพระอุโบสถตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ กรม การศาสนาได้รื้อจัดสร้างใหม่หมดทั้งหลัง เพราะชำรุดทรุดโทรมมากจนไม่สามารถจะซ่อมได้

พระตำหนักจันทร์และพระตำหนักเก๋งอื่น

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อประทับจำพรรษาและประทับเจริญวิปัสสนาธุระอยู่ระหว่าง กำแพงแก้วด้านให้กับคณะ ๑ เลยต้นศรีมหาโพธิ์ไป ทางวัดได้จัดทำบริเวณไว้โดยเฉพาะ คือ ทำรั้วล้อมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีสนามอยู่ทางทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศใต้พระตำหนัก เก๋งจีนนี้ ทางกรมการศาสนา ได้จัดทำป้ายติดไว้ตรงหน้าพระตำหนักว่า "บริเวณนี้เคยมีตึกแบบ จีน ๑ หลังใช้เป็นที่รับรองรู้ที่มาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ ระหว่างผนวช"

ศาลาการเปรียญ อยู่ทางด้านตะวันออกของคณะ ๑ เป็นตึกแบบเก่า หลังคาลด ๒ ชั้น เดิมหน้าต่างเจาะเป็นช่องเล็ก ๆ ไม่มีบานเปิด ปัจจุบันได้คัดแปลงแก้ไขใหม่ โดย ใส่บานให้เปิดได้ มีกำแพงเดียว ๆ ล้อมรอบ ที่ด้านหน้ามีศาลาพักหนึ่งหลัง ภายในการเปรียญ มีธรรมาสน์แบบบุษบกอยู่ ๒ หลัง แบบเก้านั่งมีพนักอิงและท้าวแขน แต่เท้าสูงอีก ๒ หลัง เป็นของพระราชทานหลังหนึ่ง หลังธรรมาสน์บุษบกด้านตะวันออก มีชุกช์ประดิษฐานพระพุทธรูป นั่งปางมารวิชัย ๒ องค์ พระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ ๑ องค์ ปางห้ามสมุทร ๑ องค์

อาสนสงฆ์มีพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย ๑ องค์ พระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ ๑ องค์ ปางห้าม สมุทร ๑ องค์ มีผู้สายรดน้ำของเก่า ๑๔ ตู้ อยู่ในศาลาการเปรียญหลังนี้

หอสวดมนต์ อยู่ในคณะ ๑ ใกล้กับศาลาการเปรียญ เป็นอาคารทรงไทยชั้นเดียว ยกใต้ถุนสูง เฉพาะภายในหอสวดมนต์นี้มีคูหาลายลดน้ำอย่างสวยงามของเก่าเก็บรักษาไว้ถึง ๑๔ ตู้

หอระฆัง แบบ ๔ เหลี่ยม ๓ ชั้น ชนิดคอนกรีตเสริมเหล็ก สูงประมาณ ๗ วาเศษ อยู่ระหว่างศาลากับพระตำหนักจันทร์ พระสังวรวงศ์เถร (สอน) สร้างสมัยเมื่อดำรงสมณศักดิ์ ที่พระปริยติโกศล พร้อมด้วยผู้มีจิตศรัทธา ได้ทำการซ่อม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕

หอพระไตรปิฎก อยู่ที่คณะ ๗ เป็นลักษณะทรงไทย มุงกระเบื้องดินเผาสร้างในสมัย รัชกาลที่ ๓ บัดนี้ชำรุดทรุดโทรมจนใช้การไม่ได้ ทางวัดได้จัดการสร้างขึ้นใหม่ในลักษณะทรงเดิม

กุฏิ เป็นกุฏิตึกแบบสมัยโบราณ

สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ บัดนี้ชำรุดทรุดโทรมมาก ที่ยังเหลืออยู่น้อยเต็มที ที่บริเวณหลังพระอุโบสถคือ คณะ ๖ อยู่ ๓ หลัง

โรงเรียนปริยัติธรรม

อุโบสถบริเวณสนามหลังพระอุโบสถและพระวิหารสร้างเป็น ตึก ๒ ชั้น ทรงไทย ความประสงค์เดิมจะมีสถานสุขาภิบาลสำหรับประโยชน์ของประชาชนใน ละแวกนั้นรวมอยู่ด้วย แต่ทางวัดพิจารณาเห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะอาจมีคนไข้หญิงมาปะปน กับพระภิกษุสามเณร ถ้าจะใช้เป็นประโยชน์ในทางปกครอง เช่น การอบรมตามระบบพัฒนาการ นั้นทางวัดไม่ขัดข้อง ได้เริ่มทำการเปิดสอนในปี พ.ศ. ๕๐ จนกระทั่งปัจจุบัน

พระประธานในพระอุโบสถ

เป็นพระพุทธรูปปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัยหน้าตัก- กว้าง ๑ ศอก ๑ คืบ พระบาทสมเด็จพระพุฒเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงปั้นพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงปั้นพระองค์ และพระราชทานนามว่า "พระพุทธจุมารักษ์"

พระพุทธสาวกที่สำคัญมี ๓ องค์ ประดิษฐานอยู่บนชุกช์หน้าพระประธานหันหน้า เข้าหาพระประธาน องค์ขวาคือ พระสารีบุตร องค์ซ้าย พระมหาโมคคัลานะ และองค์กลาง พระอานนท์

พระเจดีย์ที่สำคัญมี ๒ องค์

อยู่หน้าพระอุโบสถ คือ "พระศิราสนเจดีย์" "พระศิรจุมกฎเจดีย์" เป็นพระเจดีย์ทรงเครื่อง มีปูนปั้นเป็นสังวาลย์พาดถึงแท่นบัลลังก์ และ ลายปูนบั้นตามปล้องไฉนลวดลายละเอียดงดงาม ฐานพระเจดีย์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๘. เมตร สูงประมาณ ๒๐ เมตร มีกำแพงล้อมรอบ มุมกำแพงทั้ง มีพระเจดีย์องค์เล็กๆ เป็น บริวารมุมละองค์ พระเจดีย์ทั้งสององค์นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ โปรดให้สร้าง องค์หนึ่งทรงขนานนามว่า "พระศิราสนเจดีย์" ทรงอุทิศต่อสมเด็จพระบรม- เชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกองค์หนึ่งขนานนามว่า "พระศิรจุมกฎเจดีย์" เป็นส่วนเฉพาะพระองค์เอง สำหรับเป็นที่ระลึกว่าได้เคยเสด็จไปประทับทรงศึกษาวิปัสสนาธุระ ณ วัดราชสิทธารามทั้งสองพระองค์

พระเจดีย์ทั้งสององค์นี้เป็นเจดีย์ที่มีสร้อยสังวาลย์สวยงามมาก และมีอยู่ที่วัดราชสิทธาราม แห่งเดียว

ต้นพระครีมทาโพธิ์ เป็นต้นไม้ปลูกไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ที่โกนด้นโดยรอบ ก่อ เป็นฐาน ๔ เหลี่ยม ๒ ชั้น ปลูกอยู่ระหว่างหอระฆังและพระตำหนักจันทร์

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์

การศึกษาที่วัดราชสิทธารามมีมาตั้งแต่ในสมัยสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) ซึ่งเน้น หนักไปในทาง "วิปัสสนาธุระ" จนเป็นที่เลื่องลือไปไกล แม้แต่รัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔ ก็ทรงไปเรียนวิปัสสนาธุระจากสมเด็จพระญาณสังวร (สุก)

สำหรับการศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรม นั้นทางวัดได้จัดให้มีโรงเรียนปริบัติธรรมขึ้นทำการเริ่มสอนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕ เป็นต้นมา ปัจจุบันนี้มีนักเรียนบาลี ๖๔ รูป และนักธรรม ๓๔ รูป

ส่วนในด้านการสาธารณสงเคราะห์นั้นมีมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่โปรดให้สร้างโรงเรียน ๕ ห้อง สำหรับเด็กในละแวกนั้น โดยพระราชทานเงินจำนวน ๑,๘๐๐ บาท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงเห็นความสำคัญในด้านการศึกษา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้การสนับสนุนในการสร้างถาวรวัตถุ เช่น โรงเรียนปริยัติธรรม โรงเรียนอาชีวศึกษา หรือโรงเรียนช่างไม้วัดราชสิทธาราม (ปัจจุบันเป็นวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม) กับสร้างสถานสุขาภิบาล เพื่ออำนวยประโยชน์ให้แก่ประชาชนทั่วไป

การบริหารและการปกครอง ปัจจุบันเจ้าอาวาสชื่อ พระราชสังวรวิสุทธิ์ ได้ครองวัดราชสิทธาราม มาด้วยความสงบเรียบร้อย โดยกระจายอำนาจปกครองออกเป็นคณะต่าง ๆ ซึ่งมีจำนวนพระภิกษุบในพรรษา ๑๓๕ รูป สามเณร ๐ รูป ส่วนจำนวนพระภิกษูนอกพรรมี ๑๐๗ รูป และสามเณรอีก ๔ รูป

ลำดับเจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม ๑. สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) ๒. เจ้าคุณหอไตร (ไม่มีหลักฐานปรากฏสมณศักดิ์) ๓. พระเทพโมลี (กลิ่น) ๔. พระบิฎกโกศล (แก้ว) ๕. พระญาณโกศล (รุ่ง) ๖. พระญาณสังวร (ด้วง) ๖. พระญาณสังวร (บุญ) ๘. พระโยคาภิรัต (มี) ๙. พระอมรเมธาจารย์ (ทัต) ๑๐. พระสังวรานุวงศ์เถร (เมฆ) ๑๑. พระสุธรรมธิรคุณ (เกิด) ๑๒. พระอมรเมธาจารย์ (เกต) ๑๓. พระสังรานุวงศ์เกร (เอี่ยม) ๑๔. พระมงคลเทพมุนี (เอี่ยม) ๑๕. พระสุธรรมสังวร (ม่วง) ๑๖. พระสังวรานุวงศ์เถร (ชุ่ม) ๑๗. พระปริยัติโกศล (สอน) ๑๘. พระราชวิสุทธิญาณ (อยู่ ปภาโส) ๑๙. พระราชสังวรวิสุทธิ์ (บุญเลิศ โมสโก) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันปกครองวัดมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นต้นมา

จะเห็นได้ว่าวัดราชสิทธารามมีความเจริญมั่นคงมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน สมกับเป็นที่พำนักอาศัยของพระภิกษุสงฆ์ สามเณร เพื่อจะได้ศึกษาปฏิบัติธรรมและนำไปใช้เผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะเพราะมีเจ้าอาวาสที่มีความสามารถปกครองวัดมาด้วยดีนั้นเอง