วัดโมลีโลกยาราม
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดโมลิโลกยาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๒ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับกำแพงกองทัพเรือซึ่งเป็นที่ตั้งกรมสื่อสารทหาร ทิศใต้ ติดต่อกับคลองบางกอกใหญ่ซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็นที่ตั้งวัดกัลยาณมิตร ทิศตะวันออกติดต่อกับกำแพง กองทัพเรือบริเวณโรงเรียนนายทหารเรือ และทิศตะวันตกติดต่อกับคลองบ้านขมิ้น และบ้านเรือน ประชาชนที่เช่าที่วัตถัดปากคลองบ้านขมิ้นเป็นที่ตั้งมัสสิตต้นสนซึ่งเป็นหมู่บ้านมุสลิม ลักษณะพื้นที่ตั้งวัดถูกปิดทั้ง ด้าน เว้นด้านหน้าวัดซึ่งจดคลองบางกอกใหญ่ด้านเดียว นอกนั้นมีกำแพงสูง < ศอก ล้อมทั้ง ๓ ด้าน แต่ด้านหลังวัดบางตอนถูกรื้อ เขตของวัดโดยยาว ด้านหน้าวัดเลียบแนวคลองบางหลวง ๓ เส้น ๑๔ วา ด้านหลังวัด ๔ เส้น ๔ วา โดยกว้างด้าน ตะวันออกเฉียงเหนือ เส้น ๑๒ วา ด้านตะวันตกเฉียงใต้ ๔ เส้น ซึ่งนอกกำแพงด้านตะวันตก เฉียงใต้ให้คนเช่าปลูกที่อยู่อาศัยเก็บผลประโยชน์บำรุงพระอาราม
ความเป็นมา
วัดโมลิโลกยาราม เป็นวัดโบราณ มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เรียกกันว่า วัดท้ายตลาด เพราะอยู่ต่อจากตลาดเมืองธนบุรี สมัยกรุงธนบุรีเชตวัดนี้ถูกรวมเข้าไปในเขตพระ- ราชวัง จึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์ตลอดสมัยกรุงธนบุรี ครั้นถึงรัชกาลที่๑ จึงนิมนต์พระสงฆ์มา อยู่ ต่อมาสมัยรัชกาลที่๒ ได้ทรงขนานนามใหม่ว่า "วัดพุทไธสวรรย์" ถึงรัชกาลที่ ๓ ทรง ปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งพระอารามทรงเปลี่ยนนามใหม่อีกว่าวัดโมลิโลกสุธาราม ต่อมาเรียกกันสั้น ๆ ว่า วัดโมลิโลก ภายหลังต้องการให้มีคำว่า อารามอยู่ท้าย จึงต่อว่า "โมลิโลกยาราม"
ในสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) เป็นพระราชาคณะวัดโมลิโลก ที่ทรงคุณธรรม และสมัยนั้นสถานที่รึกษาวิชาการอยู่ตามวัด พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านกาลัยเมื่อทรงพระเยาว์ จึงเสด็จไปแรงศึกษาอักษรสมัยเบื้องต้นในสำนักสมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) ซึ่งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระพุทธโฆษาจารย์หลายพระองค์ นับแต่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้น และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) ได้เป็นพระ- ราชกรรมวาจาจารย์ ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย
ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์และถึงมรณภาพในรัชกาล นั้น พระองค์ถึงโปรดให้หล่อรูปสมเด็จพระพุทธโพธิ์จารย์ (ขุน) และสร้างหอประดิษฐานไว้ที่ วัดโมลิโลก เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๘๖ ต่อมาเมื่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินิเสด็จออก ไปประทับกับพระบาทสมเด็จพระบรมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชโอรสพระองค์น้อยที่พระราชวังเดิม จึงได้รื้อพระตำหนักแดงที่เคยประทับไปสร้างถวายที่พระราชวังเดิมทั้งหมู่ ครั้นสมเด็จพระศรี- สุริเยนทราบรมราชินิเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้รื้อพระตำหนัก แดง ที่ประทับไปสร้างถวายเป็นกุฏิเจ้าอาวาสวัดโมลิโลก ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ ทรงโปรดให้ กระทำการย้ายพระตำหนักแดงไปสร้างเป็นกุฏิเจ้าอาวาสที่วัดเขมาภิรตาราม ซึ่งเป็นวัดที่ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ และทรงสร้างกุฎิตึกพระราชทานเจ้า- อาวาสวัดโมลิโลก แทนพระตำหนักแดง นอกจากนี้ทรงปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุและปูชนียวัตถุ ตลอดพระอาราม ครั้นต่อมาในรัชกาลที่ พระองค์ได้ปฏิสังขรณ์อีกครั้งหนึ่ง ต่อจากนั้นในยุค พระสนิทสมณคุณ (เงิน) เป็นผู้ปกครองวัดได้จัดการปฏิสังขรณ์เสนาสนะให้ดีขึ้นหลายแห่ง แต่ ยังไม่ทันเรียบร้อยก็ถึงมรณภาพ ครั้นถึงยุคพระประสิทธิ์ศีลคุณ (จ้อย) ซึ่งเป็นผู้ปกครองวัดก็ได้ มีการปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุสำคัญ ๆ ขึ้นอีกคือ ปฏิสังขรณ์เสนาสนะ พระประธาน ถนน และทำ เขื่อนคอนกรีตหน้าวัด เป็นต้น
ทรัพย์สิน
ที่ดินที่ตั้งวัดมีจำนวน ๑๒ ไร่ ๓ งาน นอกจากนั้นมีที่ธรณ์สงฆ์ ๒ แห่ง คือที่หน้าวัด และที่ข้างวัด ที่หน้าวัดเก็บผลประโยชน์จากชาวเรือที่นำเรือมาจอดจำหน่ายสินค้าตามขนาดเล็ก ใหญ่ แต่มีผู้ผูกขาดจากวัด คิดให้ผลประโยชน์แก่วัดเป็นจำนวน ๘ บาท และมีผู้ ขอผูกที่สะพานหน้าวัดเป็นท่าเรือจ้าง ๒ แห่ง แห่งหนึ่งเดือนละ ๒๐ บาท อีกแห่งหนึ่งเดือนละ ๑๕ บาท ส่วนที่ข้างวัดนั้นปลูกเรือนและห้องแถวให้เช่าบ้าง ให้คนเช่าที่ปลูกเคหสถานอาศัย บ้างได้รับผลประโยชน์เป็นรายเดือน ๆ ละ ๕๐ บาทบ้าง ๓๐ บาทบ้าง
ปูชนียสถาน และถาวรวัตถุของวัดคือ
พระอุโบสถ มีขนาดยาว ๑๒ ศอก กว้าง ๔ วา หลังคามุขลด ๓ ชั้น มุงกระเบื้องไทย มาในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๔ ทางวัดได้เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคา ใหม่จากกระเบื้องไทยมาเป็นกระเบื้องเคลือบดินเผา มีช่อฟ้าใบระกา เมื่อช่อฟ้าใบระกาของเก่า ชำรุดทางวัดได้จัดสร้างใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ และประกอบพิธีช่อฟ้า เมื่อ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๑๘ หน้าบันมีไอราพร กัชกาลที่ ๔ อันเป็นเครื่องหมายแห่งสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สันนิษฐานว่าพระอุโบสถคงได้รับการปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ ๔ ฝาผนังก่ออิฐฉาบปูนภายในเขียน รูปภาพลายทรงข้าวบิณฑ์
พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๓ ศอกคืบ
พระวิหาร ยาว ๑๓ วา ๒ ศอก กว้าง ๔ วา ๒ ศอก หลังคามุขลด ๒ ชั้น มุงกระเบื้องไทย มีช่อฟ้าใบระกาบั้นด้วยปูน ตั้งอยู่ตรงหน้าพระอุโบสถหันหน้าลงสู่คลองบางหลวงน่าจะเป็นของดั้งเดิมมีอยู่แล้วก่อนสมัยธนบุรี ตามที่เล่ากันว่าเมื่อสมัยกรุงธนบุรี พระวิหารหลังนี้เป็นฉาง พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ ๑ องค์กับพระพุทธรูปบั้นขนาดย่อมอีกหลายองค์ ส่วนชุกชีตอน หน้าเป็นชุกชีใหญ่ บนชุกชีนั้นเป็นที่ประดิษฐานหมู่พระพุทธรูปขนาดย่อม
หรือที่ประดิษฐานรูปหล่อ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) ก่อด้วยอิฐปูน สร้างในรัชกาลที่ ๓ หอนี้ตั้งอยู่ที่แนวกำแพงแก้วทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ และที่หอนยังมีหอเล็ก ติดต่อกันยื่นเข้ามา ภายในลานพระอุโบสถก่อด้วยอิฐปูนเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง มี พระเจดีย์ล้อมฟางขนาดย่อมอยู่ข้างหอด้านละ ๒ องค์
รูปหล่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) นั่งขัดสมาธิขนาดประมาณแท้าตัว ประดิษฐาน อยู่บนแท่นซึ่งมีอารักษ์ ในหอข้างพระอุโบสถหันไปทางตะวันออกเฉียงเหนือและที่เชิงฐานมีรูปปั้นภิกษุ หรือสามเณรนั่งพับเพียบ หมอบประนมมือ • รูปอยู่ทางขวารูปบิณฑ์สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน)
ศาลาการเปรียญ สร้างสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี สร้างด้วยไม้จริงล้วน ยาว ๑๕ วา กว้าง ๔ วา หลังคามุขลด ๒ ชั้น มุงกระเบื้องไทย มีช่อฟ้าใบระกา พังทลายเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๐
หอไตร อยู่ในบริเวณกุฏิตึก สร้างด้วยไม้จริง กว้าง ๔ วา ยาว ๕ วา บานประตู หน้าต่างเป็นลายรดน้ำ หลังคามุงกระเบื้องสี นับว่าเป็นของเก่า แต่เมื่อพระธรรมเจดีย์ (อยู่) เป็น เจ้าอาวาส ได้ทำการซ่อมแซมครั้งหนึ่งโดยทำเป็นพระเจดีย์ลอมฟางเล็ก ๆ บั้นด้วยปู่นไว้ที่บั้นลม และชายปั้นลมแทนช่อฟ้าหางหงส์ เพื่อให้เป็นนิมิตในราชทินนามของท่าน ในสมัยพระรัตนมุนิ เป็นเจ้าอาวาส ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมหลายแห่งเป็นต้นว่าได้ทำการเปลี่ยนรากฐานเสาไม้ทุกต้น ที่เบื่อยผุ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กจนอยู่ในสภาพที่คงทนถาวร ต่อมา กุฎิถาวรมี ๑๔ หลัง สร้างเสร็จ พ.ศ. ๒๕๑ เป็นลักษณะทรงไทย ๒ ชั้น ชั้นล่าง ก่อด้วยอิฐฉาบปูน ชั้นบนเป็นไม้
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ การศึกษาของวัดนี้ ในยุคก่อนเป็นสถานที่ศึกษาอักษร สมัยเบื้องต้นแห่งพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยศึกษากันตามแบบโบราณคือ หัดเขียนหัดอ่าน เล่าสูตรเรียนมูลกัจจายน์และเรียนพระคัมภีร์เหล่านี้ เป็นต้น ต่อมาการศึกษาเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีการจัดตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมขึ้นโดยพระประสิทธิศีลคุณ (จ้อย) ผู้ปกครองวัด
ให้พระ เปรียญในวัดช่วยกันสอน ในเวลานี้สอนบาลีเพียงชั้นประโยค ๓ และนักธรรมชั้นตรี, โท ปัจจุบัน จำนวนนักเรียนบาลี ๔๔ รูป นักธรรม ๒๔ รูป และวัดนี้มีการฟังธรรมในวันธรรมสวนะ
การบริหารและการปกครอง พระราชาคณะผู้ครองวัดนี้ นับแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลปัจจุบัน มีดังนี้คือ ๑. พระพุทธโฆษาจารย์ (ศรี) ๒. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) ๓. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) ๔. พระธรรมใตรโลก (รอด) ๕. พระธรรมเจดีย์ (อยู่) ๖. พระราชานุพัทธมุนี (ม.ร.ว. เจริญ อิสรางกูร) ๗. พระวิเชียรธรรมคุณาธาร (โสตด์ เปรียญ) ๘. พระสนิทสมณคุณ (เงิน) ๙. พระประสิทธิศีลคุณ (จ้อย) ๑๐. พระครูสังวรโมล์ (ชาลี อุดุตโร ป.ธ. ๓) ๑๑. พระรัตนมุนิ (โสม ปญฺญาวุฑโฒ ป.ธ. ๗) ปัจจุบันมีพระภิกษุ ๒๕ รูป สามเณร ๓๔ รูป และชี ๑ คน