วัดพระพุทธบาทตากผ้า

สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

วัดพระพุทธบาทตากผ้า เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ประเภทสามัญ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๖ หมู่ที่ 3 ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

อาณาเขตที่ตั้งวัด ทิศเหนือติดต่อกับบ้านเรือนราษฎรบ้านพระบาท ทิศใต้ติดต่อกับป่าไม้ และภูเขา ทิศตะวันออกติดต่อกับป่าไม้และภูเขา ทิศตะวันตกติดต่อกับป่าไม้ ภูเขาและบ้านเรือน ราษฎรบ้านพระบาท

ลักษณะพื้นที่ตั้งวัด เป็นเนินเขาตั้งอยู่ระหว่างภูเขาม่อนข้างกับภูเขาเครือ ห่างจากตัวเมือง ลำพูนไปทางทิศใต้ ๒๒ กิโลเมตร หน้าวัดอยู่ทางด้านทิศเหนือมีถนนซึ่งแยกมาจากถนนพรลโยธิน เข้าถึงวัดได้โดยสะดวก รอบ ๆ วัดเป็นเขตบ้านสงวนซึ่งขึ้นไปด้วยป่าไม้และภูเขา พื้นที่บริเวณ วัดเป็นศิลาแลง ด้านหน้าวัดเป็นเขตพุทธาวาส ด้านหลังวัดเป็นเขตสังฆาวาส กุฎิสงฆ์หลังเล็กๆ แบบกุฎิกัมมัฏฐานสร้างขึ้นไว้เรียงแถวกันเป็นระเบียบสวยงาม ประมาณร้อยกว่าหลัง

ความเป็นมา

วัดพระพุทธบาทตากผ้า เป็นวัดที่สร้างมานานและถือว่าเป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่ง หนึ่ง เพราะมีรอยพระพุทธบาทและรอยตากผ้าเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป ตามตำนานกล่าวว่า ในอดีตสมัยพุทธกาลเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ได้เสด็จมาสู่ สุวรรณภูมิ โดยพุทธนิมิต ครั้งหนึ่งพระองค์ได้เสด็จมาบริเวณวัดพระพุทธบาทตากผ้า แล้วได้แรง อธิษฐานประทับรอยพระบาทไว้บนพื้นศิลาใหญ่ และได้ทรงรับสั่งให้พระอานนท์เถระนำจีวรไป ตากไว้บนผาลาดใกล้ ๆ ที่ประทับ บริเวณที่ตากจีวรนั้นปรากฏเป็นรอยตารางคล้ายจีวร วัดนี้จึง ได้ชื่อว่า "วัดพระพุทธบาทตากผ้า"

กาลผ่านมาประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ พระเจ้าศรีธรรมาโศกมหาราช ผู้ครองเมืองขมภู ทวีปโปรดให้มีการทำสังคายนาพระธรรมวินัยขึ้นเป็นครั้งที่ ๓

ครั้งนั้นได้สั่งพระโสธรเถระและ

พระอุดระเถระมาเผยแพร่พระพุทธศาสนายังสุวรรณกูมิน เมื่อพระพุทธศาสนาได้แพร่เข้ามายัง สุวรรณภูมิและล้านนาไทย พระพุทธบาทแห่งนี้ก็ได้รับการบำรุงรักษา จนสถานที่นี้ได้แปรสภาพ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่ง

ถึงปี พ.ศ. ๑๒๐๐ พระนางจามเทวี ราชธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ (ลพบุรี) ได้เสด็จมา ขึ้นครองนครหริกุญชัย พระนางได้สร้างอุโมงค์ครอบรอยพระพุทธบาทไว้ เพื่อเป็นพุทธบูชาเสร็จ แล้วได้จัดให้มีการสมโภชเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่ (น่าจะถือเอากาลอันเป็นสิริมงคลนี้ เป็นการ เริ่มต้นฐานะความเป็นวัดนี้ แต่ยังไม่มีพระภิกษุอยู่ทำนักอาศัยประจำ)

ครั้นปี พ.ศ. ๑๘๒๔ เมืองหริญญชัย สมัยของพระยายีบา ได้เสียให้แก่พระเจ้าเม็งราย- มหาราช กษัตริย์ในราชวงศ์เม็งราย ได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงสืบมาจนสิ้นราชวงศ์เม็งราย บ้านเมือง เกิดศึกสงคราม บ้านเมืองต้องรกร้างว่างเปล่า พระพุทธบาทแห่งนี้ก็มีอันต้องทรุดโทรมลง

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๗ พระเถระหลายรูป มีพระครูบาป่าปารมี วัดสะปุ่งหลวง เป็น ประธาน ได้นำทายกทายิกาสร้างพระวิหารหลังใหญ่ครอบพระอุโมงพระพุทธบาทไว้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อเป็นที่พักอาศัยสำหรับสาธุชนที่มาสักการะบูชา

ถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๒ คณะสงฆ์จังหวัดลำพูน มีพระครูพุทธิวงศ์ธาดา เจ้าคณะอำเภอบ่าซาง วัดฉางข้าวหน้อยเหนือ เป็นประธาน ฝ่ายฆราวาสมีหลวงวิโรจน์รัฐกิจ (เปรื่อง โรจนกุล) นายอำเภอบ่าชาง เป็นประธานพร้อมกับศรัทธาประชาชน ได้พร้อมใจกันไปนิมนต์ครูบาศรีวิชัย นักบุญลือชื่อแห่งลานนาไทย วัดบ้านปราง อำเภอลี จังหวัดลำพูน มาเป็นประธานในการก่อสร้าง วิหารจตุรมุขครอบรอยพระพุทธบาทจนสำเร็จ ตั้งแต่นั้นมาก็ได้มีพระภิกษุสามเณรมาพักอาศัยและ อยู่จำพรรษาเป็นครั้งคราว

เนื่องจากบริเวณที่เป็นวัดพระพุทธบาทตากผ้า มีทำเลที่เหมาะสมแก่การบำเพ็ญสมณธรรม อย่างยิ่ง ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ พระมงคลญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดลำพูน วัดพระยืน และ พระครูพิศาลพุทธิธร เจ้าคณะอำเภอบ่าซาง วัดป่าชางงาม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ฝ่ายฆราวาส มีนายหอม พรหมสิงห์ นายอำเภอบ่าซางเป็นประธาน พร้อมด้วยศรัทธาประชาชน ได้พร้อมใจ กันไปนิมนต์ครูบาพรหมา พรหมจักโก (พระสุพรหมยานเถร) วัดป่าหนองเจดีย์ ตำบลท่าตุ้ม อำเภอบ่าซาง จังหวัดลำพูน มาเป็นประธานในการก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เช่น พระอุโบสถ กำแพง ถังเก็บน้ำ โรงเรียนปริบัติธรรม ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ เป็นต้น และตั้งแต่บัดนั้นมา

วัดพระพุทธบาทตากผ้าก็ได้มีพระสงฆ์อยู่ประจำมาโดยตลอด และเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองตามลำดับ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างจากกรมการศาสนา

วัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒ ต่อมาได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ได้รับพระราชทานเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๑ กำหนดเขตกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๐ เมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปัจจุบันได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงคัดลูกนิมิตประกอบพิธีลูกพระธาตสีมา เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑

วัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๒๑

ทรัพย์สิน ที่ดินที่ตั้งวัด มีเนื้อที่ ๑๕๐ ไร่ ปูชนียวัตถุ ถาวรวัตถุและอาคารเสนาสนะต่าง ๆ มีดังนี้ รอยพระพุทธบาท จำนวน ๒ รอย รอยใหญ่กว้าง ๑ เมตร ยาว ๑.๕๐ เมตร รอยเล็กกว้าง ๓๒ นิ้ว ยาว ๑ เมตร ๒๖ นิ้ว ประดิษฐานอยู่บนแผ่นศิลาแลง ในพระวิหารจตุรมุข พระอุโบสถ เป็นตึกคอนกรีตเสริมเหล็ก ฝาผนังเป็นศิลาแลงโบกปูน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีทอง พื้นปูด้วยไม้ปาเก้ หน้าต่างบานประตูไม้ แกะสลักลายไทยลงรักปิดทอง ทรงไทย พระวิหาร สร้างเสร็จเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ เป็นแบบจตุรมุข มียอดมณฑป ตึกคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีทอง ประตูหน้าไม้สักปิดทอง พื้นปูด้วยกระเบื้อง ที่ประดิษฐานครอบรอยพระพุทธบาท ศาลาการเปรียญ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ฝาผนังก่อด้วยศิลาแลง

พื้นคอนกรีต หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบ กุฏิพระสงฆ์ จำนวน ๑๕๐ หลัง สร้างด้วยศิลาแลงโบกปูน ประกอบด้วยไม้เนื้อแข็ง ขันคอนกรีต หลังคามุงด้วยกระเบื้องปูน นอกจากนี้ก็มีอาคารเรียนโรงเรียนปริยัติธรรม ห้องสมุด ศาลาพักร้อน อุโมงค์พระอัครวาจก หอสรงน้ำ พระบรมสารีริกธาตุ มณฑปพระเจ้าเชียงแสน วิหารพระเจ้าทันใจ รอยตากผ้าและพระอุโบสถหลังเก่า

การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์ วัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้มีการส่งเสริมพระพุทธศาสนาทั้งทางด้านปริยัติธรรมและปฏิบัติ ด้านปริยัติได้จัดตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมทั้งแผนกบาลีและแผนกนักธรรม ซึ่งได้สร้างโรงเรียนปริยัติธรรมเริ่มดำเนินการสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นต้นมา ปัจจุบันมีนักเรียนบาลีประมาณ ๑๐٠ รูป นักธรรมประมาณ ๗๐ รูป ด้านการปฏิบัติ ได้จัดให้มีการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน แต่ละปีจะมีพระภิกษุและคฤหัสถ์ที่เลื่อมใสศรัทธาจากจตุรทิศ มารับการอบรมและประพฤติปฏิบัติเป็นจำนวนมาก

การบริหารและการปกครอง วัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้จัดการบริหารและการปกครองสืบต่อกันมาด้วยความเรียบร้อย ตามกฎระเบียบคำสั่งของสงฆ์ ตลอดจนขนบประเพณีของสงฆ์ เป็นไปตามพระธรรมวินัย โดย มีเจ้าอาวาสเป็นผู้บังคับบัญชาปกครองคณะสงฆ์ในวัด ปัจจุบัน พระสุพรหมยานเถร เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ เป็น ต้นมา ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ มีพระภิกษุจำนวน ๖๒ รูป สามเณร ๖๐ รูป