วัดบพิตรพิมุข
สภาพฐานะและที่ตั้งวัด
วัดบพิตรพิมุข เป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองโอ่งอ่าง ฝั่งซ้ายตอนที่จะจดแม่น้ำเจ้าพระยา เลขที่ ๒๖๖ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
ทิศเหนือ
ติดต่อกับซอยบพิตรหิมุข โดยมีวิทยาเขตบพิตรพิมุขเป็นแนวเขต
ทิศใต้
ติดต่อกับถนนทรงวาด ๑ มีอาคารของวัดเป็นแนวเขต
ทิศตะวันออก ติดต่อกับถนนจักรวรรดิ มีพระวิหารคดและอาคารของวัดเป็นแนวเส้น
ทิศตะวันตก ติดต่อกับคลองโอ่งอ่าง มีอาคารของวัดเป็นแนวเขต ลักษณะพื้นที่ตั้งวัดเป็นรูปสอบ คือตอนเหนือเป็นที่กว้างแล้วค่อยเรียวสอบจากเหนือลง ไปใต้ จากเหนือไปใต้เป็นด้านยาว จากตะวันออกไปตะวันตกเป็นด้านกว้าง พื้นที่ของวัดนี้ สมัย เป็นวัดเชิงเลนกว้างกว่าปัจจุบันนี้มาก คือด้านซ้ายจดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านตะวันตกจดเขต วัดเลียบและด้านตะวันออกจดเขตวัดสามปลื้ม แต่ขณะนี้ถูกเฉือนและตัดแบ่งพื้นที่วัดเป็นถนนบ้าง เป็นคลองบ้าง จนเหลืออยู่ ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๖๔ ตารางวา
ความเป็นมา
วัดบพิตรพิมุข เดิมเป็นวัดราษฎร์มีนามว่าวัดตื้นเลน หรือวัดเชิงเลน เพราะว่าวัดนี้ตั้งอยู่ ริมแม่น้ำซึ่งเป็นเลน จึงเรียกวัดตื้นเลน หรือเรียกให้สุภาพขึ้นว่าวัดเชิงเลน เป็นวัดโบราณมีมา ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในสมัยรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรม พระอนุรักษ์เทเศ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขที่เรียกสั้น ๆ ว่า กรมพระราชวังหลัง ทรง ปฏิสังขรณ์และสถาปนาขึ้นใหม่ แล้วพระราชทานนามให้ใหม่ว่า วัดบพิตรพิมุข เพื่อเป็นพระ- เกียรติแก่กรมพระราชวังหลังผู้ทรงปฏิสังขรณ์
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๓๖๒ เกิดอหิวาตกโรคระบาดผู้คนล้มตายกันมาก ชาวบ้านจึงหามศพมากองสุมไว้ที่ป่าช้าวัดนี้เพื่อรอเผาเป็นจำนวนมาก ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ พระองค์ทรงปฏิสังขรณ์ โดยรื้ออาคารเก่าที่สร้างด้วยไม้ในรัชกาลที่ ๑ แล้วสร้างใหม่ด้วยอิฐและปูนทั้งหมด ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ ทรงปฏิสังขรณ์วัดนี้อีกครั้งหนึ่งและโปรดให้สร้างพลับพลายเครื่องไม้สักไว้หลังวัดริมคลองโอ่งอ่าง มีลายสลักพระราชลัญจกร "ตราอาร์ม" อยู่ที่จั่วด้านหน้าและจั่วด้านข้างเป็นรูปพระราชลัญจกรพระมหาพิชิตมงกุฎบนพานมีราชสีห์กับคชสีห์กวายพุ่มกระหนาบอยู่สองข้าง เพื่ออุทิศพระราชกุศลกวายแค่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยรัชกาลที่ 6 เจ้าคุณพระกวิวงศ์ (กระแจะ) เป็นเจ้าอาวาสได้บูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุที่ชำรุดทรุดโทรม ถึงรัชกาลที่ ๘ เจ้าคุณพระกวิวงศ์เจ้าอาวาสได้บูรณะกุฏิเก๋งจีนและสร้างกุฏิตึก ๒ ชั้น ครั้นถึงรัชกาลที่ ๘ และที่ ๖ ก็มีการบูรณะปฏิสังขรณ์และก่อสร้างเสนาสนะใหม่ตลอดมา จนถึงปัจจุบัน
ทรัพย์สิน
ที่ดินที่ตั้งวัดมี ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๖๔ ตารางวา นอกจากนั้นมีที่ธรณีสงฆ์ที่ถนนมหาชัย กรุงเทพมหานคร กับค่าเช่าตึกแถวและแผงลอย บ้านเช่า ในเขตจัดประโยชน์ของวัด
ปัจจุบันนี้วัตถุ และถาวรวัตถุของวัด คือ
พระอุโบสถ มีเขตวิสุงคามสีมา กว้าง x เมตร ยาว ๒๗ เมตร ก่อสร้างด้วยคอนกรีต ยกพื้นสูง หลังคาทรงไทยซ้อนสองชั้น เสาอยู่ข้างนอก มีระเบียงเดินได้รอบ ซุ้มประตูหน้าต่างประดับดอกเบญจมาศปูนบั้นติดกระจกสี ผนังระหว่างช่องประตูคู่ด้านหน้ามีพระพุทธรูปศิลาสูง ๒๒๐ เมตร ผนังภายในเขียนลายประแจจีน บนพื้นสีเหลืองทองประดับดอกไม้ร่วง ตามผนังด้านข้างมีภาพเขียนใส่กรอบแขวนไว้เป็นระยะ ๆ เป็นภาพฝีมือเก่าราวรัชกาลที่ ๓ ใส่กรอบรูปไข่ เป็นภาพพระภิกษุพิจารณากรรมฐานต่อหน้าอสุก ทำให้คิดว่าในรัชกาลที่ ๓ วัดนี้เป็นวัดปฏิบัติอรัญวาสี และภาพเขียนแบบไทยฝีมือใหม่ราวรัชกาลที่ ลงมา อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเป็นภาพพุทธประวัติ
พระวิหาร ขนาดกว้าง ๑๒๓๐ เมตร ยาว ๒๐.๕ เมตร ตั้งอยู่ด้านหน้าขวางพระอุโบสถ ก่อสร้างด้วยคอนกรีต ยกพื้นสูง ๒ ชั้น สูงกว่าพระอุโบสถ หลังคาทรงไทยซ้อนสองชั้น โครง
หลังคาเป็นไม้ผสมคอนกรีต เสาอยู่ข้างนอกมีระเบียงรอบและมีวิหารคดอยู่รอบตัวอาคาร ๓ ด้าน ซุ้มประตูหน้าต่างประดับลายปูนบั้นเหมือนพระอุโบสถ ผนังด้านในทาฝุ่นแดงเขียนดอกไม้ร่วง มิ พระพุทธรูปขนาดย่อม ๆ ประดิษฐานอยู่สองข้างด้านละ ๓ องค์
พระเจดีย์ ทรงกลมสูงราว ๑๒-๑๔ เมตร ตั้งอยู่หลังพระอุโบสถ ภายในบรรจุพระบรม สารีริกธาตุ
ศาลาการเปรียญ สร้างเสร็จ พ.ศ. ๒๕๐๗ ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๑ เมตร ก่อสร้าง ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะทรงไทย L ชั้น
กุฏิ ถาวร ๖ หลัง สร้างและบูรณะเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ ส่วนที่บูรณะเป็นเก๋งจีนและ แบบไทยเดิม ส่วนสร้างใหม่เป็นแบบทรงไทยประยุกต์ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด กุฏิสำคัญคือกุฏิเก๋งจีน ขณะนี้เรียกว่า คณะต้นจันทร์ เพราะมีต้นจันทร์ปลูกอยู่กลางหมู่กุฏิ เป็น กุฏิที่สร้างสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยพระยาโชฎกราชเศรษฐี และกุฏิตำหนักมี ๔ หลัง รวมทั้งหอไตร เป็นกุฏิทรงไทยสร้างในรัชกาลที่ ๓ และเป็นกุฏิเจ้าอาวาสสมัยหม่อมเจ้าพระญาณวราภรณ์ (รอง) จึงเรียกว่ากุฏิตำหนัก
พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๐.๓๕ เมตร สูง ๑.๓๓ เมตร และพระอัครสาวก (พระสารีบุตร และพระโมคคัลลาน์) องค์ สูง ๑.๐๕ เมตรเท่ากันประดิษฐานอยู่ที่ฐานชุกชี้เดียวกับพระประธาน
พระพุทธรูปศิลาปางสมาธิประดิษฐานในพระวิหาร เป็นพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี หน้า ตักกว้าง ๐.๔๒ เมตร สูง ๑.๑๕ เมตร
พระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นพระหล่อหน้าตักกว้าง ๐.๘๒ เมตร สูง ๑.๑๓ เมตร ประ- ดิษฐานอยู่ที่วิหารเล็กในบริเวณกุฏิเก๋งจีน
การศึกษาและการสาธารณสงเคราะห์
วัดนี้ แต่เดิมมาเป็นวัดผ่ายอรัญวาสี พระสงฆ์มุ่งปฏิบัติทางวิปัสสนาธุระเป็นส่วนมาก มีอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมีศิษย์และผู้นับถือมาก เช่นอาจารย์ไข่ เป็นต้น ในยุคพระกวีวงศ์ (กระแจะ) เป็นเจ้าอาวาสมีการเรียน การสอนพระปริยัติธรรม เพราะมีโรงเรียนปริยัติธรรม ๑ หลัง แต่
ชำรุดทรุดโทรมจนไม่สามารถปฏิสังขรณ์ได้ พระสุทธิพงศ์มุญ (พงศ์) เจ้าอาวาสในยุคต่อมา จึง รือเพื่อสร้างใหม่ แต่ไม่ทันได้ก่อสร้างท่านได้ถึงมรณภาพเสียก่อน ปัจจุบันมีโรงเรียนปริยัติธรรม ๑ แห่ง จำนวนนักเรียนบาลี ๑๖ รูป นักธรรม ๔ รูป
ส่วนการศึกษาของบ้านเมืองมีโรงเรียนวัดบพิตรพิบุษ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของวัดด้านเหนือ ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นโรงเรียนหลวงสำหรับประชาชนรุ่นแรกที่ตั้งขึ้นตามวัด ต่อมาได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาจนกลายเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาขั้นสูงแห่งหนึ่ง มีนักเรียนชายหญิงเข้าศึกษาและสำเร็จปีละมาก ๆ
วัดบพัตรมุขจัดให้พุทธศาสนิกชนบำเพ็ญกุศลตามประเพณีนิยมในเทศกาลเข้าพรรษาในวันธรรมสวนะมีการถวายทานรักษาศิลและฟังธรรมเทศนาในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และงานเทศน์มหาชาติ
การบริหารและการปกครอง
เจ้าอาวาสที่ครองวัดนี้นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ จนถึงปัจจุบันมีดังนี้ คือ
๑. หม่อมเจ้าพระญาณวราภรณ์ (รอง) ป.ธ. 6 ๒. พระธรรมวโรดม (ฤทธิ์) ป.ธ. ๕ ๓. พระราชเมธี (อิ่ม) ป.ธ. ๔ ๔. พระราชโมลี (น่วม) ป.ช. ๕ ๕. พระกวีวงศ์ (กระแจะ) ป.ธ. ๓ ๖. พระสุทธิพงษ์มน์ (พงศ์) ป.ธ. ๓ ๗. พระสรินันทมุนี (สนั่น) ป.ธ. ๖ ๘. พระปริยัติธีรคุณ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
ปัจจุบันมีพระภิกษุ ๒๐ รูป และสามเณร ๑๒ รูป