ศึกษาประสิทธิภาพเชื้อเพลิงจากชานอ้อย

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

มณีมาลา ขัน​โยธา​, ธฤษวรรณ สมคะเน, ทิตยาภรณ์ ลาลุน

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

มุกดา หอมมาลี

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย บุรีรัมย์

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานนี้เป็นการศึกษาประสิทธิภาพเชื้อเพลิงจากชานอ้อยที่ผ่านกระบวนการคายซับ ซึ่งการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซับน้ำมัยจากชานอ้อย ประกอบด้วย ค่า pH ระยะสัมผัส ค่าความเข้มข้นเริ่มต้น และศึกษาการคายซับของชานอ้อยหลังการดูดซับ เปรียบเทียบกกับวัสดุที่ใช้ในท้องตลาด จากนั้นอัดแท่งชานอ้อยที่ผ่านกระบวนการคายซับ และทดสอบประสิทธิภาพของเชื้อเพลิงชานอ้อยอัดแท่ง ประกอบด้วย ประสิทธิภาพการใช้งานเพื่อการหุงต้ม เวลาในการติดไฟ ประสิทธิภาพของการเผาไหม้ และปริมาณเถ้า จากการศึกษาพบว่าสภาวะที่เหมาะสมในการดูดซับน้ำมันโดยใช้ชานอ้อยที่ปรับสภาพแล้วและวัสดุดูดซับที่ใช้ในท้องตลาดคือ เติมชานอ้อยปริมาณ 0.5 กรัม ลงในน้ำเสียสังเคราะห์ที่มีความเข้มข้น 2 กรัม ต่อ 50 มิลลิลิตร และปรับสภาพ pH6 เขย่าสารด้วยความเร็ว 170 รอบต่อนาที ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 120 นาที ณ สภาวะดังกล่าวประสิทธิภาพของการดูดซับน้ำมันของชานอ้อยที่ปรับสภาพ เท่ากับร้อยละ 62 และ 79 ตามลำดับ และเมื่อศึกษาการคายซับพบว่าประสิทธิภาพการคายซับมีค่าเท่ากับร้อยละ 74 และ 96 ตามลำดับ จากนั้นนำชานอ้อยที่ได้จากกระบวนการคายซับไปอัดเป็นแท่งเชื้อเพลิง พบว่าชานอ้อยมีลักษณะเป็นทรงกระบอกที่มีความสูง 1.5 เซนติเมตร และเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร มีรูตรงกลางขนาด สูง 1.5 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร และประสิทธิภาพของชานอ้อยอัดแท่ง พบว่าสามารถใช้ในการหุงต้มน้ำ 1 ลิตร อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ในเวลา 15 นาที ให้เดือดได้ ใช้เวลาในการติดไฟ 0.19 นาที การเผาไหม้มีเขม่า และควันมีอัตราการเผาไหม้เท่ากับ 1.04 และปริมาณเถ้าเท่ากับ 0.22 จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ชานอ้อยที่ปรับสภาพแล้วเป็นตัวดูดซับน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ และชานอ้อยที่ผ่านกระบวนการคายซับแล้วสามาถนำมาเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งใช้ในครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางในการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ดังกล่าวและลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการจัดการที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณของเหลือใช้ที่ต้องกำจัดให้เหลือน้อยลงอีกด้วย