การศึกษาประสิทธิภาพของแนวกันคลื่น
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
มัณฑนา ศรีสุข, อิลฮัม สะมะแอ, ณัฏฐนันท์ อินทมล
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
มารีเยาะ แซมะแซ
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อ
โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การศึกษาประสิทธิภาพของแนวกันคลื่น มีแนวคิดมา จากพื้นที่หลังโรงเรียนนราธิวาสท่ีมีทะเลอยู่หลังโรงเรียนทําให้เสี่ยงต่อการการกัดเซาะชายฝั่งหากไม่เร่งการแก้ปัญหาคณะผู้จัดทําคิดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าโรงเรียนนราธิวาสอาจจะอยู่ในทะเลดังน้ัน คณะผู้จัดทําจึงได้มีการสํารวจและศึกษาวิธีป้องการกัดเซาะชายฝั่งด้วยการสร้างแบบจําลองแนวกัน คลื่นท่ีทางคณะกลุ่มได้เลือกคือแนวกันคลื่นแบบเขื่อนหินทิ้ง เนื่องจากเป็นแนวกันคลื่นที่เหมาะสมกับ พื้นท่ีชายฝั่งหลังโรงเรียนนราธิวาสมากท่ีสุดเพราะชาวประมงสามารถนําเรือเข้า – ออกเพื่อประกอบ อาชีพการประมงได้คณะผู้จัดทําจึงได้มีการทดสอบประสิทธิภาพของแนวกันคลื่นแบบเขื่อนหินทิ้งโดย วัดความสูงของคลื่นน้ําท่ีกระทบชายหาดแบ่งการทดลองออกเป็น 3 ตอน คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบทดลองพบว่าความสูงของคลื่นน้ําแบบไม่มีแนวกันกันคลื่นและมีแนวกันคลื่นได้เท่ากับ 7.50เซนติเมตรและ 7.10 เซนติเมตร ตามลําดับ 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งของแนวกันคลื่นเมื่อรูปแบบการวางแนวกันคลื่นต่างกันโดยผลการทดลองพบว่าความสูงของคลื่นน้ําแบบวางเรียงกัน 3 จุด วางไว้ข้างหน้า 1 จุดวางไว้ข้างหลัง 2 จุด และวางไว้ข้างหน้า 2 จุดวางไว้ข้างหลัง 1 จุดได้เท่ากับ 7.13 เซนติเมตร 7.27 เซนติเมตร และ 7.20 เซนติเมตรตามลําดับการวางแนวกันคลื่นแบบวางเรียงกัน 3 จุดสามารถป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้ดีมากที่สุด 3) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งของแนวกันคลื่นเมื่อวางตําแหน่งของแนวกันคลื่นห่างจากชายหาด 10 เซนติเมตร 20 เซนติเมตร และ30 เซนติเมตร ตามลําดับ ผลการทดลองพบว่าความสูงของคลื่นน้ําได้เท่ากับ 7.27 เซนติเมตร 7.13 เซนติเมตร และ 7.30 เซนติเมตรตามลําดับในตําแหน่งที่ 20 เซนติเมตรสามารถป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้มากที่สุด ดังนั้นจากโครงงานเรื่องนี้ผู้จัดทําหวังว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ผู้ที่จะศึกษาโครงงานเรื่องนี้ต่อไป