ถุงเพาะเลี้ยงมัลเบอร์รี่ชีวภาพจากไคโตซาน

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ธนภรณ์ บุญสิทธิ์, ปิยาพัชร วรลักษณ์ภักดี, ธัญวดี ใจห้าว

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ธีรเดช สกุลอ่อน, มลธิรา ปรุงเหล็ก

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2563

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ปัจจุบันมีการเพาะปลูกพืชมัลเบอร์รี่เป็นจำนวนมาก เพราะมัลเบอร์รี่เป็นพืชอาหารตามธรรมชาติชนิดเดียวของหนอนไหม และเป็นหัวใจสำคัญของการประกอบอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปริมาณผลผลิตและคุณภาพรังไหมจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับคุณภาพใบหม่อน อีกทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แต่เกษตรประสบปัญหาโรครากเน่าโซึ่งเป็นโคนเน่าเกิดขึ้นจากเชื้อราไฟทอปธอร่า(Phytophthora) ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในต้นมัลเบอรี่ โรครากเน่าโคนเน่าทำให้เมล็ดไม่งอกเป็นต้นอ่อนหรือเมื่องอกแล้วต้นอ่อนจะตายทำให้พืชยืนต้นตายในที่สุด เชื้อราไฟทอปธอร่าสามารถลุกลามไปยังต้นข้างเคียงได้

การใช้สารพอลิเมอร์ธรรมชาติแทนการใช้พอลิเมอร์สังเคราะห์จะช่วยลดปัญหา สิ่งแวดล้อมด้านขยะพลาสติกได้โดยไคโตซานเป็นสารพอลิเมอร์ธรรมชาติที่สกัดได้จาก ไคตินที่พบในเปลือกกุ้ง กระดองปู และเปลือกกั้ง เป็นต้น โดยมีหมู่อะมิโนที่แสดงสมบัติในการละลายได้ในกรดอินทรีย์เจือจาง สามารถจับกับไอออนของโลหะได้ดี และสารมีฤทธิ์ทางชีวภาพ และไคโตซานมีสมบัติพิเศษหลายประการ ได้แก่ ความไม่เป็นพิษ มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพ (biocompatibility) เสื่อมทางชีวภาพ (biodegradable) การยับยั้งเชื้อรา และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

การนำไคโตซานพัฒนาเป็นถุงเพาะเลี้ยงมัลเบอร์รี่ชีวภาพจากไคโตซานในการเพาะปลูกพืชมัลเบอร์รี่จะทำให้แก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปธอร่า(Phytophthora) อีกทั้งเกษตรกรสะดวกมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องฉีกถุงเพาะชำต้นกล้า และทำให้รากของพืชไม่เกิดความเสียหาย ต้นกล้ามีการเจริญเติบโตได้ดีขึ้นและเมื่อไคโตซานย่อยสลายจะปรับแร่ธาตุอาหารในดินและค่าpHในดินให้เหมาะสมต่อการปลูกมัลเบอร์รี่