การศึกษารูปแบบคลื่นบำบัดสมองในช่วงความถี่อัลฟา ที่มีผลต่อระดับคอร์ติซอลเพื่อประยุกต์ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

กวีวัฒน์ ศรีเจริญจิตร์, ธรรมภณ แฉ่งพาที

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

สุณิสา คงคาลัย

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โรคซึมเศร้า (Major depressive disorder) เป็นโรคทางจิตใจที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลด้าน อารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีอารมณ์ เบื่อหน่าย เศร้าซึม โดยมีอาการเกือบทั้งวัน และมีอาการต่อเนื่องกันนานเกินกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป อีกทั้งมีอาการอื่น ๆ เช่น รู้สึกอ่อนเพลียไม่มีแรง มีความผิดปกติในการนอน (นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป) มีความผิดปกติด้านการกิน (เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือกินจุขึ้น น้ำหนักขึ้น) พูดน้อยลง เคลื่อนไหวช้าลงกว่าปกติ สมาธิความจำแย่ลง หลงลืมง่าย เก็บตัว มองทุกอย่างในแง่ลบ รู้สึกไร้ค่า หรือในรายที่รุนแรงอาจรู้สึกอยากฆ่าตัวตายได้ (วินีกาญจน์ คงสุวรรณ, 2555) โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่สามารถพบเห็นได้โดยทั่วไปในสังคม ทั้งจากเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน หรือ แม้กระทั่งผู้สูงอายุ พบว่ามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึง 264 ล้านคนทั่วโลก (World Health Organization, 2020) ด้วย โดยทั่วไปแล้วสาเหตุของโรคซึมเศร้า ได้แก่ พันธุกรรม การมีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้า หรือมีลักษณะนิสัยเป็นคนอ่อนไหวง่าย คิดมาก มองโลกในแง่ลบ แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลอย่างมากต่ออาการของ โรคซึมเศร้า คือ ฮอร์โมนคอร์ติซอล

คอร์ติซอล คือ ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมหมวกไต เป็นฮอร์โมนซึ่งจำเป็นต่อระบบการใช้พลังงานของร่างกาย แต่เมื่อใดที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลในปริมาณที่มากเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายและอารมณ์ เช่น อาการนอนไม่หลับ ระบบทางเดินอาหารมีปัญหา จิตใจป่วยเพราะวิตกกังวล และ อาการหงุดหงิดง่าย เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ฮอร์โมนคอร์ติซอล จึงถูกเรียกอย่างแพร่หลายว่า ฮอร์โมนความเครียด นอกจากนี้ระดับของฮอร์โมนคอร์ติซอลยังส่งผลต่อโรคซึมเศร้าอีกด้วย โดยจะพบว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีระดับคอร์ติซอลในร่างกายมากกว่าคนปกติ (Samia Ahmed et al, 2016) สำหรับการรักษาโรคซึมเศร้านั้นส่วนมากจะเป็นการพูดคุยให้คำปรึกษากับแพทย์ รวมถึงการใช้ยาในกลุ่มแก้ซึมเศร้าหากมีความจำเป็น แต่กลับกันการวินิจฉัยความรุนแรงโรคซึมเศร้าก่อนการรักษานั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะทำแล้วเสร็จได้ในเวลาสั้นๆ ทำให้ในระหว่างวินิจฉัยจึงต้องมีการบำบัดอาการอย่างต่อเนื่อง เป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการซึมเศร้ารุนแรงไปกว่าเดิม

การบำบัดอาการของโรคซึมเศร้านั้นมีหลายรูปแบบทั้งการออกกำลังกาย, การบําบัดด้วยจิตสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (IPT), การบำบัดรักษาด้วยยา (พัชรพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, 2559) รวมถึงการเลือกกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกดีอีกด้วย ซึ่งกิจกรรมที่ง่ายที่สุดในการบำบัดอาการของโรคซึมเศร้าคือการฟังดนตรี โดยดนตรีถูกนำมาใช้เพื่อรักษาผู้ป่วย หรือพัฒนาศักยภาพด้านร่างกาย และทักษะทางสังคม (Peijie Ye et al, 2020) ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยให้คนยกระดับคุณภาพจิตใจให้ดีขึ้น สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้ที่อยากเพิ่มพูนศักยภาพของตนเองได้ นอกจากนี้แล้ว ดนตรีบำบัดกลับมีข้อเสียร้ายแรง เช่น การกระตุ้นร่างกายที่มากเกินจำเป็นส่งผลให้ผู้ฟังหัวใจเต้นเร็วหายใจถี่ และ การชักจูงให้นึกถึงความทรงจำที่ไม่ดี ซึ่งส่งผลเสียต่อผู้ป่วยโดยตรง (Kelly Jakubowski and Anita Ghosh, 2019) ด้วยเหตุนี้เองวิธีการบำบัดด้วยคลื่นเสียง จึงมีบทบาทมากขึ้น เพราะ เป็นวิธีการที่กลบจุดด้อยของดนตรีได้อย่างสมบูรณ์

คลื่นบำบัดสมอง (Binaural Beats) เป็นเทคนิคในการรวมความถี่ของเสียง 2 ความถี่ที่แตกต่างกันเล็กน้อย เพื่อให้สมองสร้างโทนเสียงความถี่ใหม่ แต่ละความถี่ของคลื่นบำบัดสมองก็จะมีผลต่อสมองต่างกัน ทำให้การเลือกนำมาใช้งานต้องเลือกอย่างถี่ถ้วน คลื่นบำบัดสมองในช่วงความถี่อัลฟา (8-13 Hz) เป็นคลื่นความถี่ที่ช่วยกระตุ้นการผ่อนคลาย, ส่งเสริมความรู้สึกเชิงบวก และลดความวิตกกังวล (Oster G ,1973) ด้วยเหตุนี้คลื่นบำบัดสมองในช่วงความถี่อัลฟา จึงเป็นที่นิยมในการบำบัดผู้ป่วยโรคซึมเศร้า แต่ว่า ยังไม่มีงานวิจัยใด ที่สามารถระบุได้อย่างเป็นรูปธรรมว่า คลื่นบำบัดสมองในช่วงความถี่อัลฟาช่วยบำบัดโรคซึมเศร้าได้ และยังไม่มีงานวิจัยใดที่ระบุว่าคลื่นบำบัดสมองในช่วงความถี่เท่าใดในช่วงความถี่อัลฟาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

จากเหตุข้างต้นคณะผู้จัดทำโครงงานจึงมีแนวคิดในการนำคลื่นบำบัดสมองในช่วงความถี่อัลฟาที่แตกต่างกันมาทำการทดลองเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับคอร์ติซอลที่เปลี่ยนแปลงไป และระดับความผ่อนคลายของผู้ฟัง