การศึกษาความสามารถในการดูดจับฝุ่นจากพืชในท้องถิ่นอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ณัฐนันท์ นั้นหม่อง, สุกิจ ไม่มีชื่อสกุล, ภัคธีมา หลิ่งคำ

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

พัทยา ยะมะโน, ปวิชญา คธาทร

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนปายวิทยาคาร

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2562

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

บทที่1

บทนำ

1.1ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) คือฝุ่นที่เล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอดและกระแสเลือดโดยตรง เพิ่มความเสี่ยง ต่อการเป็นโรคเรื้อรัง PM 2.5 แบ่งเป็นฝุ่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดโดยตรง และจากการรวมตัวของก๊าซ และมลพิษอื่นๆ ในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนและยังเป็นมลพิษ ข้ามพรมแดนและปนเปื้อนอยู่ในบรรยากาศได้นาน เป็นฝุ่นอันตรายไม่ว่าจะมีองค์ประกอบใดๆ เช่น ปรอท แคดเมียม อาร์เซนิก หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน(PAHs) องค์การอนามัยโลก(WHO) จึงกำหนดให้ PM 2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ในปี พ.ศ.2556

ในปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลก ได้ตระหนักถึงมลพิษทางอากาศที่อยู่ในรูปของ PM 2.5 จึงหันมาใช้ สิ่งรอบตัวมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว อาทิ เช่น การใช้พืชเป็นตัวดูดซับมลพิษในอากาศ โดยการนำใบ ของต้นตะขบ ตะขบฝรั่ง ชื่อวิทยาศาสตร์: Muntingia calabura L. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ต้น เปลือกสีเทา กิ่งแผ่สาขาขนานกับพื้นดิน ตามกิ่งมีขนนุ่มปกคลุมและปลายเป็นตุ่ม เมื่อจับยอดอ่อนจะเหนียวมือเล็กน้อย ใบเรียงสลับ ใบเดี่ยว รูปใบขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบใบหยัก ฟันเลื่อย มีขนปกคลุมหนาแน่น ก้านใบมีขน และใบของต้นมะเขือเปราะ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum virginianum L. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ใบ มะเขือเปราะ เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกออกเป็นใบเดี่ยวสลับกันบนกิ่ง มีก้านใบทรงกลม ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ขนาดใบกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ มีขนปกคลุมทั้งด้านล่าง และด้านบน แผ่นใบอ่อนนุ่ม ฉีกขาดได้ง่าย ขอบใบเว้า โค้งเป็นลูกคลื่น และงุ้มเข้าหากลางใบ แผ่นใบมีเส้นกลางใบสีเขียวอ่อนขนาดใหญ่ มีเส้นแขนงใบเรียงสลับกันออกด้านข้าง

1.2 วัตถุประสงค์

  1. เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดจากฝุ่น PM2.5 ในอากาศ

  2. เพื่อสร้างเครื่องกรองฝุ่น PM2.5

  3. สมมติฐานในการทดลอง

สมมติฐานที่ 1 ใบของต้นตะขบฝรั่งสามารถกรองฝุ่นละออง ฝุ่นPM2.5 ได้จริง

สมมติฐานที่ 2 ใบของต้นตะขบฝรั่งสามารถกรองฝุ่นได้ดีกว่าใบของมะเขือเปราะ

ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง

ตัวแปรต้น : ชนิดของพืชในการกรองฝุ่น PM 2.5

ตัวแปรตาม : ค่าของฝุ่น PM 2.5 ในอากาศ

ตัวแปรควบคุม : ปริมาณของใบไม้, เวลาในการทดลอง

1.4 ขอบเขตของการศึกษา

1.ระยะเวลาในการศึกษา

ศึกษาตั้งแต่เดือน 15 พฤษภาคม – 15 กันยายน พ.ศ. 2562

2.พืชที่ใช้ในการศึกษา

ตะขบฝรั่ง ชื่อวิทยาศาสตร์: Muntingia calabura L. มะเขือเปราะ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum xanthocarpum Schrad. & Wendl.

3.ขอบเขตพื้นที่ในการศึกษา โรงเรียนปายวิทยาคาร อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ

PM2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) หรือฝุ่นที่เล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์

การกรองอากาศ การกำจัดสิ่งสกปรกที่ลอยตัวในอากาศโดยใช้เครื่อง detector วัดคุณภาพอากาศ

แผ่นกรองอากาศ อุปกรณ์ที่ประกอบด้วยสิ่งที่เป็นไยทำจากใบของต้นตะขบฝรั่งและต้นมะเขือเปราะโดยนำไปตากแห้งแล้วขึ้นรูปเป็นแผ่น ซึ่งสามารถแยกสารเช่นฝุ่น, ละอองเกสรดอกไม้, รา และ แบคทีเรีย จาก อากาศ

ชนิดของพืช ใบของต้นตะขบ ,ใบของต้นมะเขือเปราะในท้องถิ่น อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

1.6 ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. สร้างเครื่องกรองฝุ่น PM2.5 โดยการใช้พืชได้

  2. สามารถใช้เครื่องกรองฝุ่นPM2.5ที่ใช้พืชเป็นแผ่นกรอง กรองฝุ่นPM2.5ได้จริง

บทที่ 2

แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ในการศึกษาเรื่อง Bio filter เพื่อนำกรองอากาศที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 ผู้ศึกษาได้ศึกษาค้นคว้าเนื้อหาโครงงานที่เกี่ยวข้องจากตำรา เอกสาร วารสาร อินเทอร์เน็ต เพื่อให้ครอบคลุมเกี่ยวข้องกับเนื้อหาให้มากที่สุด ดังนี้

2.1 ลักษณะทั่วไปของใบต้นตะขบ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Muntingia calabura L.

ชื่อสามัญ: Calabur, Manila cherry

ชื่ออื่น: ครบฝรั่ง, ตะขบ

วงศ์: TILICEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:

ตะขบฝรั่งเป็นไม้ต้น ขนาดเล็ก สูงประมาณ 5-7 เมตร ลำต้นมีเปลือกสีเทา กิ่งแผ่สาขาขนาน กับพื้นดิน ตามกิ่งมีขนปกคลุม ขนนุ่ม และปลายเป็นตุ่ม เมื่อจับยอดอ่อนจะรู้สึกว่าเหนียวมือ ใบเดี่ยว เรียงสลับแบบทแยงกัน ลักษณะใบรูปขอบขนานแกรมรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบข้างหนึ่งมน ข้างหนึ่งแหลม ขอบใบหยัก มีขนปกคลุมหนาแน่น เส้นใบมี 3-5 เส้น ด้านบนสีเขียวด้านล่างสีนวล ก้านใบยาว มีขน โคนก้านเป็นปม ๆ ดอกเดี่ยว ๆ หรือเป็นคู่ เหมือนง่ามใบ เวลาบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ก้านดอกยาว มีขน กลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ ไม่ติดกัน สีเขียว รูปหอก ปลายแหลมเป็นหางยาว โคลนกลีบ ตัดด้านนอกมีขน ด้านในเกลี้ยง กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว รูปไข่กลับป้อม ๆ ย่น เกลี้ยง ผลทรงกลม ผิวบางเรียบ ขนาด 1.5 เซนติเมตร เมื่อดิบสีเขียว เมื่อสุกมีสีแดง รสหวาน เมล็ดขนาดเล็ก ๆ มีจำนวนมาก

ไม้ต้น เปลือกสีเทา กิ่งแผ่สาขาขนานกับพื้นดิน ตามกิ่งมีขนนุ่มปกคลุมและปลายเป็นตุ่ม เมื่อจับยอดอ่อนจะเหนียวมือเล็กน้อย

ใบ ใบเรียงสลับ ใบเดี่ยว รูปใบขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบใบหยัก ฟันเลื่อย มีขนปกคลุมหนาแน่น ก้านใบมีขน

ดอก ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ ก้านดอกมีขน กลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาว กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบแยกกัน สีเขียว รูปหอก

ผล ผลกลม ผิวบางเรียบ มีเมล็ดเล็กๆ จำนวนมากอยู่ภายใน เมื่อสุกสีแดง รสหวานรับประทานได้

2.2 ลักษณะทั่วไปของใบต้นมะเขือเปราะ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum virginianum L.

ชื่อสามัญ : Thai Eggplant

ชื่อท้องถิ่นไทย : ภาคกลาง และทั่วไป มะเขือเปราะ

ภาคเหนือ มะเขือขัยคำ มะเขือคางกบ มะเขือจาน มะเขือแจ้ มะเขือแจ้ดิน

มะเขือดำ

ภาคอีสาน มะเขือเผาะ

วงศ์ : Solanaceae (วงศ์มะเขือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น มะเขือเปราะ เป็นไม้ล้มลุกอายุข้ามปี มีลำต้นแตกกิ่งเป็นทรงพุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 20-100 เซนติเมตร ลำต้นแตกกิ่งแขนงตั้งแต่ระดับต่ำ แตกกิ่งแขนงย่อยสั้น เกิดที่ซอกใบ เปลือกลำต้นบาง มีสีเขียวเขียวอมเทา เปลือกที่ปลายกิ่งมีสีเขียวอ่อน ส่วนแกนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน สีขาว เปราะหักง่าย

ใบ มะเขือเปราะ เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกออกเป็นใบเดี่ยวสลับกันบนกิ่ง มีก้านใบทรงกลม ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ขนาดใบกว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ มีขนปกคลุมทั้งด้านล่าง และด้านบน แผ่นใบอ่อนนุ่ม ฉีกขาดได้ง่าย ขอบใบเว้า โค้งเป็นลูกคลื่น และงุ้มเข้าหากลางใบ แผ่นใบมีเส้นกลางใบสีเขียวอ่อนขนาดใหญ่ มีเส้นแขนงใบเรียงสลับกันออกด้านข้าง

ดอกมะเขือเปราะ ออกเป็นดอกเดี่ยวๆหรือออกเป็นช่อ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ดอกจะแทงออกบริเวณซอกใบตั้งแต่โคนต้นจนถึงปลายกิ่ง ดอกที่ออกเป็นช่อมีก้านช่อดอกสั้น แต่มีขนาดใหญ่ ส่วนดอกย่อยหรือ ดอกเดี่ยวมีก้านดอกทรงกลม ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร โคนก้านใหญ่ ปลายก้านเรียวเล็กลง ถัดมาเป็นตัวดอก ดอกตูมมีลักษณะเป็นหลอด ดอกบานแผ่กลีบดอกออก ประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียวขนาดเล็ก 5 กลีบ หุ้มห่อฐานดอกไว้ถัดมาเป็นกลีบดอก จำนวน 5 กลีบ โคนกลีบ และกลางกลีบเชื่อมติดกัน ปลายกลีบแยกเป็นแฉก 5 แฉก มีลักษณะแหลมตรงกลางกลีบ แผ่นกลีบดอกไม่เรียบ มีสีขาว มีขนปกคลุม ถัดมาตรงกลางดอกเป็นเกสรตัวผู้ที่มีลักษณะเป็นทรงกระบอกสีเหลือง จำนวน 5 อัน ยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร และตรงกลางของเกสรตัวผู้เป็นเกสรตัวเมีย มีก้านเกสรสีเหลืองอมส้ม แทงยื่นยาวกว่าเกสรตัวผู้ จำนวน 1 อัน ด้านล่างสุดของฐานดอกเป็นรังไข่

ผล มะเขือเปราะออกเป็นผลเดี่ยวหรือออกรวมกันเป็นช่อ แต่ละผลมีก้านผลที่พัฒนามาจากก้านดอก โคนก้านบริเวณขั้วผลใหญ่ โคนก้านติดกิ่งเล็ก ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ถัดมาเป็นตัวผลที่ขั้วผลหุ้มด้วยกลีบเลี้ยงขนาดใหญ่ สีเขียว จำนวน 5 กลีบ ซึ่งพัฒนามาจากกลีบเลี้ยงของดอก โคนกลีบใหญ่เชื่อมติดกัน ปลายกลีบเรียวแหลม และมีขนอ่อนปกคลุมทั่วกลีบเลี้ยง ทั้งนี้ มะเขือเปราะบริเวณก้านผล และกลีบเลี้ยง จะไม่มีหนาม แต่จากมะเขือขื่น (อีสาน) จะพบหนามบริเวณดังกล่าว ผลแต่ละผลมีลักษณะทรงกลมหรือเป็นรูปไข่ ขนาดผลกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-8 เซนติเมตร เปลือกผลหนา เรียบ และเป็นมัน มีหลายสีขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ อาทิ สีขาว สีเขียวอ่อน สีเขียวเข้ม และมีลายปะสีขาว เป็นต้น เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองในทุกพันธุ์ ถัดมาด้านในเป็นเมล็ดที่แทรกตัวในเนื้อผล ทั้งนี้ เปลือกผล และเนื้อด้านในจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจน และแยกออกได้ง่ายเมื่อผลแก่หรือสุก เนื้อเปลือกผลมีลักษณะอ่อน และกรอบ เมื่อแก่จนเหลืองจะแข็งขึ้น มีรสเฝื่อนเล็กน้อย ส่วนเนื้อผลด้านในมีรสหวาน เฝื่อนน้อยกว่าเปลือก ดังนั้น มะเขือเปราะจึงนิยมรับประทานในระยะผลอ่อนหรือผลที่ยังไม่สุกเขียวอ่อนปะขาว

พันธุ์มะเขือเปราะตามสี

พันธุ์มะเขือเปราะที่นิยมปลูก ได้แก่

  1. พันธุ์สีเขียวเข้มปะขาว ตัวอย่างชื่อพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์พวงหยกจักรพันธ์ มีมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นผู้จดสิทธิบัตรสายพันธุ์ เป็นพันธุ์ผสมระหว่างพันธุ์ขาวกรอบแม่โจ้กับพันธุ์ EP 06 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีลักษณะเด่น คือ ผลออกเป็นพวง ผลมีขนาดเล็ก 2-3 เซนติเมตร พื้นผลสีเขียวเข้ม มีลายปะสีขาว ที่ท้ายผล

  2. พันธุ์สีเขียวอ่อนปะขาว

  3. พันธุ์สีเขียวอ่อนล้วน (หยดน้ำค้าง)

  4. พันธุ์สีขาวล้วน

2.3 ข้อมูลเกี่ยวกับฝุ่น PM 2.5

ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM 2.5) คือฝุ่นที่เล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอดและกระแสเลือดโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง

2.3.1 สาเหตุการเกิดPM2.5

สาเหตุของการเกิดฝุ่นละอองมีหลายปัจจัย เช่น โรงผลิตไฟฟ้า ควันท่อไอเสียจากรถยนต์ การเผาไหม้ทำลายป่า เผาขยะ รวมถึงควันบุหรี่ด้วย ซึ่งปกติแล้วกิจกรรมต่างๆ ที่คนเราทำทุกวันก็ส่งผลให้เกิดฝุ่นละอองใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่แหล่งต้นตอสำคัญของฝุ่น PM 2.5 ในบรรยากาศ คือ การเผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์ และฝุ่นจากการก่อสร้างด้วยลักษณะตัวเมืองที่มีตึกสูงรายล้อมเหมือนกรุงเทพ จะมีลักษณะคล้ายๆ แอ่งกระทะ เกิดการสะสมของเจ้าฝุ่นร้ายได้ง่าย ซึ่งปกติฝุ่นเหล่านี้จะลอยขึ้นไปในอากาศ ถูกลมพัดฟุ้งกระจายไป แต่ถ้าวันไหนที่อากาศนิ่ง ไม่ค่อยมีลมพัด ฝุ่นละอองจะไม่ฟุ้งกระจาย ส่งผลให้ระดับความเข้มของฝุ่นในพื้นที่นั้นๆ สูงมากขึ้นจนกลายเป็นระดับที่อันตรายต่อสุขภาพ

2.3.2 ผลกระทบจากPM2.5

1.กระตุ้นให้คนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง

2.กระตุ้นให้คนที่มีโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ โดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

3.สำหรับผลระยะยาวจะทำให้การทำงานของปอดถดถอย อาจเกิดโรคถุงลมโป่งพองได้แม้จะไม่สูบบุหรี่ก็ตาม และเพิ่มโอกาสทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ด้วย

2.4 โครงงานหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

สถาบันไทยใส่ใจเพื่อสังคม ร่วมกับเหล่านักวิชาการทางวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญจัดทำ โปรเจกต์ “สกาย การ์เด้น” (โครงการ Sky Garden, 2562) ได้นำพืชซึ่งก็คือ “มอส” มาทำการศึกษาทดลอง เพื่อทดสอบว่ามอสสามารถดักจับฝุ่น P.M.2.5 ในอากาศได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน ต้องการสร้างเครื่องมือที่เป็น ไบโอฟิลเตอร์ ขึ้นมาเพื่อนำไปแก้ปัญหาฝุ่นควัน จึงทำการค้นคว้าหาข้อมูล สร้างเครื่องมือในการดักจับฝุ่นควันหรือ ไบโอฟิลเตอร์ขึ้นมา โดยใช้ มอส เป็นปัจจัยหลักในการดูดจับฝุ่นควัน เริ่มแรกได้มีการทำการวิจัยในห้องปิดประมาณ 1 ตารางเมตร ปล่อยควันและมลพิษ ต่างๆ เข้าไปในห้องปิดดังกล่าว ซึ่งมีปริมาณมากถึง 2,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และใส่ มอส ลงไปด้านในพร้อมระบบลม ปรากฏว่า ในเวลาเพียงแค่ 10 นาที ค่าฝุ่นลดลงมาเหลือแค่ 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเมื่อทดลองต่อไปอีก 10 นาที ในห้องปิดดังกล่าว กลายเป็นอากาศบริสุทธิ์ และเมื่อทดลองระบบครบเวลา 40 นาที พบว่า อากาศในห้อง ค่าฝุ่นละออง กลายเป็น ศูนย์

ต้นไม้ไฮเท็ค ไบโอเออร์เบิน 2.0 (บริษัทไบโอมิเทค, 2562) ซึ่งเป็นของบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติแม็กซิโกที่มีชื่อว่า ไบโอมิเทค (BiomiTech) ในประเทศแม็กซิโก โดยต้นไม้ไฮเทคนี้สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศได้เทียบเท่าต้นยูคาลิปตัส 368 ต้น เทียบเท่าผืนป่า 6.5 ไร่ และยังสามารถดูดมลพิษอื่นๆได้อีก เช่น คาร์บอนมอนนอกไซต์ และดักจับฝุ่น PM10 และ PM2.5 ได้ถึง 99.7%คาร์ลอส มอนรอย(Carlos Monroy) ซีอีโอของไบโอมิเทคกล่าวว่า “สาหร่ายมีคุณสมบัติในการย่อยสลายส่วนประกอบของมลพิษได้เร็วกว่าต้นไม้ และ 75% ของออกซิเจนที่เราใช้หายใจนั้นมาจากทะเล และต้องมาจากสาหร่ายเหล่านี้อย่างแน่นอน และกากสาหร่ายที่ถูกใช้แล้วจะถูกนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือเชื้อเพลิงชีวภาพซึ่งใช้เป็นประโยชน์ต่อไปได้

นางสาวโสภาวรรณ์ ชูศรีและ ดร.ธัญภัสสร์ ทองเย็น (2562) ได้ศึกษาฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน PM2.5 จากการเผาไหม้ธูปและการลดฝุ่นละอองในศาลเจ้า จังหวัดตรัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน PM2.5 จากการเผาไหม้ธูปภายในศาลเจ้า และการลดฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน PM2.5 โดยการเปลี่ยนชนิดของธูป และการระบายอากาศ จากการศึกษาพบว่าค่าความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน PM2.5 จากการเผาไหม้ธูป 24 ชั่วโมง มีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐาน เมื่อเปรียบธูปศาลเจ้ากับธูปอีก 3 ชนิด ได้แก่ ธูปสมุนไพร ธูปควันน้อย และธูปไร้ควันพบว่า ธูปศาลเจ้ามีปริมาณ PM2.5 ต่อน้ำหนักธูปและปริมาน PM2.5ต่อระยะเวลาการเผาไหม้สูงกว่าธูปควันน้อยถึง 67 เท่าและ 28 เท่าตามล้าดับ การเปลี่ยนชนิดธูปเป็นธูปศาลเจ้า 80 เปอร์เซ็นต์และธูปควันน้อย 20 เปอร์เซ็นต์สามารถลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน PM2.5 ในศาลเจ้า 14.64 เปอร์เซ็นต์และการเปิดพัดลมระบายอากาศ 1 เครื่องกับ 2 เครื่อง ทำให้ค่าความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน PM2.5 ภายในศาลเจ้า ลดลงเล็กน้อย

สำนักงานคณะกรรมการอาชีวะศึกษา (2562) ได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์เครื่องพ่นละอองน้ำดักควันดักฝุ่นPM2.5 เป็นนวัตกรรมโดยนำหลักการของแปลงพ่นหมอก Miss Block เพาะชำต้นไม้ซึ่งพ่นน้ำเป็นละอองละเอียดมาออกแบบเป็นนวัตกรรมดักจับควันและฝุ่นละอองในอากาศเพื่อกำจัดฝุ่นในอากาศที่เริ่มเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน

พาสินี สุนากร และคณะ (2559) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการจับฝุ่นละอองของพรรณไม้เลื้อยโดยเริ่มจากการคัดเลือกพรรณไม้เลื้อยที่มีคุณสมบัติทางกายภาพของใบต่างกัน 3 ชนิดคือ ผิวใบด้านผิวใบมันและผิวใบสาก โดยพืชพรรณไม้เลื้อยที่เข้าเกณฑ์ซึ่งใช้วิธีสังเกตและสัมผัสจากลักษณะทางกายภาพของใบได้แก่ ต้นตำลึง (ผิวใบด้านเล็กละเอียด) ต้นจันทร์กระจ่างฟ้า (ผิวใบมันขนาดปานกลาง) ต้นสร้อยอินทนิล (ผิวใบสากมีขนปกคลุมขนาดใหญ่) โดยทำการปลูกด้วยวัสดุปลูกชนิดเดียวกัน ทั้ง 3 ชนิด และให้สารอาหารกับพืชที่เหมือนกัน และปลูกในแผงไม้เลื้อยที่ทำขึ้นหาร้อยละการปกคลุมของพืชด้วยโปรแกรมการประมวลภาพ โดยการถ่ายภาพแผงไม้เลื้อยทั้ง 3 ชนิดทุกเดือนตลอด เวลา 3 เดือน และระยะห่างการถ่ายภาพที่ระยะเท่าๆกัน และนำมาคำนวณหาพื้นที่ปกคลุมใบพืชด้วยการใช้โปรแกรมประมวลภาพนับ Pixel ของแผงไม้เลื้อยทั้ง 3 แผงหาค่าเฉลี่ย จากนั้นนำมาบันทึกผลจากข้อมูลการหาร้อยละการปกคลุมของใบโดยหาค่าเฉลี่ยของแผงไม้เลื้อย 3 แผงต่อชนิดพันธ์ไม้ พบว่าพืชที่มีการปกคลุมของใบพืชมากที่สุด ได้แก่ ต้นจันทน์กระจ่างฟ้า ต้นตำลึง และต้นสร้อยอินทนิลตามลำดับ ซึ่งการที่พืชมีการเจริญเติบโตได้ไม่เท่ากันนั้นมีสาเหตุปัจจัยหลายประการเช่น ความต้องการทางสารอาหารที่ไม่เท่ากันขนาดของพืชไม่เท่ากัน

บทที่ 3

วิธีดำเนินการวิจัย

3.1 วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้

1.ตู้กระจก หรือ ภาชนะที่ใช้ครอบได้

2.ใบพัด

3.แผงโซล่าเซลล์

4.แผ่นกรองอากาศ

5.ใบของต้นตะขบ

6.ใบของต้นมะเขือเปราะ

7.กาวร้อน + ปืนยิงกาว

8.มีด คัตเตอร์

9.ตะแกรง

10.พัดลมดูดอากาศ แบบติดกระจก

  1. ท่อ PVC หรือ ท่อรถ

3.2 ขั้นตอนและแผนการดำเนินแนวทางการศึกษา

๓.2.1 การทำแผ่นกรองอากาศจากพืช

1.นำใบของพืชไปตากแห้ง

2.นำใบที่แห้งมาเรียงและติดเป็นแผ่นบนตะแกรงทำเป็นแผ่นกรองอากาศ

3.เอาแผ่นกรองอากาศมาเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ในตู้กระจก แยกเป็น 2 ตู้พืชต่างชนิด

4.ปล่อยควันบุหรีในตู้กระจกที่มีแผ่นกรองอากาศ

5.วัดค่าปริมาณฝุ่นละอองในอากาศในชั้นที่มีแผ่นกรองชั้นแรกและชั้นที่มีเป็นกรองชั้นสุดท้ายแล้วบันทึกผล

๓.2.2 การผลิตเครื่องกรองอากาศ

  1. ผลิตเครื่องกรองอากาศโดยนำกระจกขนาดกว้าง 50 ยาว 50 เซนติเมตรมาขึ้นรูปเป็นกล่องโดยแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง

  2. ติดตั้งท่อปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตรด้านบนกระจกฝั่งA และติดตั้งพัดลมดูดอากาศทั้ง 2 ฝั่ง

3.นำแผ่นกรองติดตั้งตรงบริเวณรอยต่อของกระจกทั้ง 2 ด้าน

  1. นำเครื่องดีเทคเตอรไว้ทั้ง 2 ด้านของกล่องเพื่อวัดค่า PM2.5

เอกสารอ้างอิง

กรีนพีช. ฝุ่นPM2.5. (ออนไลน์). สืบค้นจาก https://act.greenpeace.org สืบค้นวันที่ 10 สิงหาคม 2562

มหาวิทยาลัยมหิดล .ต้นตะขบ ลักษณะทางพฤษศาสตร์.(ออนไลน์).สืบค้นจาก https://il.mahidol.ac.th/e-

media สืบค้นวันที่ 1๑ สิงหาคม 2562 วิกิพีเดีย.ต้นมะเขือเปราะ.(ออนไลน์).สืบค้นจาก https://th.wikipedia.org สืบค้นวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๒

ออเนทดอท. ฝุ่นPM2.5 .(ออนไลน์).สืบค้นจากhttps://www.honestdocs.co สืบค้นวันที่ ๑๒ สิงหาคม

๒๕๖๒

อินนิวส์. ต้นไม้ไฮเทค. (ออนไลน์). สืบค้นจากhttps://www.innnews.co.th สืบค้นวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๒

envi.ku . โครงงานวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม . (ออนไลน์). สืบค้นจาก tp://www.envi.ku.ac.th

สืบค้นวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒

envi.ku.การศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการจับฝุ่นละอองของพรรณไม้เลื้อย.(ออนไลน์).สืบค้นจาก

www.envi.ku.ac.th สืบค้นวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒

สำนักงานคณะกรรมการอาชีวะศึกษา . สิ่งประดิษฐ์เครื่องพ่นละอองน้ำดักควันดักฝุ่นPM2.5 . (ออนไลน์).

สืบค้นจาก https://www.spkpoly.ac.th สืบค้นวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒