การพัฒนาสารสกัดสมุนไพรกระเทียมและรากปลาไหลเผือก เพื่อกำจัดพยาธิใบไม้ตับ

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ปริณาห์ เลิศชัยยุทธพงษ์, ปัณณภัสร์ เหลือล้นนิธิศ, วรวลัณช์ สำราญกลาง

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ชวัลญ์ญา รัตนพิทูลย์, สุธิโชติ ทวีกสิกรรม

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนสุรวิวัฒน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2565

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ปัจจุบันนี้ ประชากรมีความเสี่ยงที่จะพบโรคมะเร็งในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานเนื้อปลาน้ำจืดที่ไม่ปรุงสุก หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ซึ่งอาจมีพยาธิปนเปื้อนอยู่ในอาหารเหล่านี้ได้ ในประเทศไทยโรคพยาธิเป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆ โดยเฉพาะโรคที่มีสาเหตุจากพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini) องค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าปรสิตสามารถก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์และจัดเป็นสารก่อมะเร็งทางชีวภาพกลุ่มที่ 1 จากสถิติพบว่าพยาธิใบไม้ตับชนิดนี้ก่อให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดี พบผู้ติดเชื้อมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และพบติดเชื้อในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ซึ่งปัจจุบันมีแนวทางการรักษาหลายรูปแบบ เช่น การปรับพฤติกรรมการกินโดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรค การรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน แต่ยาที่ใช้รักษานั้นล้วนเป็นเคมีภัณฑ์ ซึ่งอาจก่อผลข้างเคียงต่อร่างกายได้

ดังนั้นงานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดจากธรรมชาติเพื่อทดแทนยาสังเคราะห์ โดยศึกษาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์สารสกัดรากปลาไหลเผือก (Eurycoma longifolia Jack) และสารสกัดกระเทียม (Allium sativum) เปรียบเทียบกับยาถ่ายพยาธิ Praziquantel ต่อการยับยั้งพยาธิใบไม้ตับ Opisthorchis viverrini โดยแบ่งกลุ่มการทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม ทดลองที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ประกอบด้วย

กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม เป็นกลุ่มที่ได้รับ RPMI-1640

กลุ่มที่ 2 กลุ่มควบคุมบวก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาถ่ายพยาธิ Praziquantel ความเข้มข้น 2 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร

กลุ่มที่ 3 กลุ่มทดสอบกับสารสกัดสมุนไพรกระเทียม

กลุ่มที่ 4 กลุ่มทดสอบกับสารสกัดสมุนไพรรากปลาไหลเผือก

โดยใช้ความเข้มข้นของสารสกัดสมุนไพรในกลุ่มที่ 3 และ 4 มีความเข้มข้น 1, 10, 20 และ 40 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร (mg/ml) โดยใช้ RPMI-1640 เป็นตัวทำละลาย และตรวจสอบการเคลื่อนไหวของพยาธิและการตายของพยาธินาทีที่ 10, 30, 60, 120 และ 240 นาทีตามลำดับ บันทึกผลโดยสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เยื่อบุผิวส่วนนอกของพยาธิด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) ซึ่งหลังจากได้ผลการทดลองแล้ว จึงนำสารสกัดรากปลาไหลเผือกและสารสกัดกระเทียมมาพัฒนาต่อเป็นยาทางเลือกสุขภาพ