การศึกษาพัฒนาคุณภาพไข่ผีเสื้อข้าวสารเพื่อขยายพันธุ์มวนตัวห้ำ Cardiastethus exiguus Poppius. ใช้ในการควบคุมศัตรูพืช

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พรชิตา วงหิรัญ, ธีรนาฏ กาตะขบ, พิมพ์นารา บุญเสริม

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ชิด วงค์ใหญ่

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนพนมสารคาม "พนมอดุลวิทยา"

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2565

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

ปัจจุบันแนวทางการควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธีได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคต้องการอาหารที่ปลอดภัย ซึ่งชีววิธีนั้นเป็นการควบคุมศัตรูพืชโดยใช้แมลงศัตรูธรรมชาติในที่นี้คือมวนตัวห้ำ Cardiastethus exiguus Poppius ที่ช่วงระยะตัวอ่อน และตัวเต็มวัย สามารถกินแมลงศัตรูพืชสำคัญทางเศรษฐกิจได้หลายชนิด แต่ปัจจุบันพบเจอในปริมาณที่น้อย จึงมีความจำเป็นต้องขยายพันธุ์ ซึ่งมีงานวิจัยของคุณ อทิติยา แก้วประดิษฐ์ (2562) กล่าวไว้ว่า อาหารที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงมวนตัวห้ำ C. exiguous คือไข่ผีเสื้อข้าวสาร แต่ไข่ที่ได้มีคุณภาพไม่มากพอ เนื่องจากมีการฟักเพียง 50% ส่งผลให้อาหารไม่เพียงพอต่อการผลิตมวนตัวห้ำ C. exiguous ผู้ทดลองจึงมีแนวคิดในการศึกษาชีววิทยาของมวนตัวห้ำ และอาหารที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ โดยการพัฒนาการเลี้ยงผีเสื้อข้าวสาร ให้ได้ตัวเต็มวัยที่มีการวางไข่และอัตราการฟักของไข่เพิ่มขึ้น เหมาะสมและเพียงพอต่อการเลี้ยงมวนตัวห้ำ C. exiguous จากการศึกษาพบว่า มวนตัวห้ำ C.exiguus แบ่งออกเป็น 3 ระยะโดยระยะไข่มีระยะเวลาเฉลี่ย 3.93 ± 0.19 วัน ระยะตัวอ่อนมีระยะเวลาเฉลี่ย 13.95 ± 0.48 วัน และระยะตัวเต็มวัยเพศผู้กับเพศเมียมีระยะที่ต่างกัน คือเพศผู้มีระยะเวลาเฉลี่ย 22.92 ± 1.08 วัน และเพศเมียมีระยะเวลาเฉลี่ย 47.11 ± 3.15 วัน ซึ่งตัวอ่อนของมวนตัวห้ำสามารถห้ำไข่ผีเสื้อข้าวสารได้เฉลี่ย 4.42 ± 0.15 ฟองต่อวัน ตัวเต็มวัยเพศผู้ห้ำได้เฉลี่ย 12.15 ± 0.29 ตัวต่อวัน และเพศเมียห้ำได้เฉลี่ย 14.99 ± 0.30 ตัวต่อวัน จากการสังเกตพฤติกรรมมวนตัวห้ำพบว่า หากอาหารไม่เพียงพอจะส่งผลให้มวนตัวห้ำกินกันเอง จากการศึกษาสูตรอาหารที่มีผลต่อไข่ของผีเสื้อข้าวสาร พบว่า รำละเอียดผสมยีสต์5% มีผลต่อการการวางไข่ อัตราการฟักของไข่ และอัตราการรอดชีวิตของผีเสื้อข้าวสารสูงที่สุด ซึ่งเมื่อนำไข่ที่ได้ไปเลี้ยงมวนตัวห้ำ พบว่า เปอร์เซ็นต์การฟักไข่และค่าเฉลี่ยจำนวนไข่ที่วางสูงที่สุด อีกทั้งเมื่อทดสอบประสิทธิภาพของมวนตัวห้ำในการห้ำแมลงศัตรูพืช และความทนทานต่อยาฆ่าแมลง ณ ห้องปฏิบัติการ พบว่ามวนตัวห้ำสามารถห้ำเพลี้ยไฟและไรแดงได้มากขึ้น และมีชีวิตรอดเมื่อโดนยาฆ่าแมลง และจากการทดสอบประสิทธิภาพการห้ำไรแดงมันสำปะหลัง และเพลี้ยไฟพริก ณ สภาพเสมือนจริง พบว่า กลุ่มพืชที่ปล่อยมวนตัวห้ำ ส่งผลให้ต้นพืชสมบูรณ์มากขึ้น