Bee’s spa: การพัฒนาแหล่งดินโป่งเทียมสำหรับให้แร่ธาตุในการเพาะเลี้ยงผึ้ง (Apis mellifera) บนพื้นที่สูง เพื่อลดความเครียดและการตายของผึ้งในฤดูแล้ง

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

วิษณุชัย หัตถกอง, ธนภัทร สมญาพรเจริญชัย, รัตนโกสินทร์ ภิราษร

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

เกียรติศักดิ์ อินราษฎร, สุธิพงษ์ ใจแก้ว

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

การตายของผึ้ง (Apis mellifera) ที่เพาะเลี้ยงบนพื้นที่สูงในฤดูแล้งเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร ซึ่งเป็นผลจากการขาดแร่ธาตุส่งผลให้เกิดสภาวะเครียดและการตายในที่สุด โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแหล่งดินโป่งเทียมสำหรับให้แร่ธาตุในการเพาะเลี้ยงผึ้งบนพื้นที่สูงเพื่อลดความเครียดและการตายในฤดูแล้ง โดยศึกษาพฤติกรรมการใช้ดินโป่งในธรรมชาติของผึ้งในท้องถิ่น พบว่าผึ้งงานมีการใช้ประโยชน์จากดินโป่ง โดยช่วงเวลา 9.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ผึ้งมีการใช้ประโยชน์มากที่สุด ทั้งนี้ดินโป่งทั้งจากบริเวณพื้นที่การเกษตร บริเวณชุมชนและบริเวณริมแม่น้ำ มีสมบัติร่วมกันคือมีซากอินทรีย์วัตถุและความชื้นสูงและมีระดับของธาตุแคลเซียมและธาตุโซเดียมสูงกว่าดินทั่วไปถึง 4.4 และ 3.2 เท่า ตามลำดับ ในการทดลองต่อมาได้พัฒนาแหล่งโป่งเทียมสำหรับให้แร่ธาตุในการเพาะเลี้ยงผึ้งบนพื้นที่สูง โดยผสมดินที่พบในพื้นที่เพาะเลี้ยงผึ้งกับอินทรีย์วัตถุที่เกิดจากเปลือกสับปะรดหมักด้วยยีสต์เปรียบเทียบกับกากสาโทในอัตราเดียวกันกับอินทรีย์วัตถุที่พบในดินโป่งในธรรมชาติ จากนั้นเติมผงเปลือกหอยเผาป่นและเกลือแกงในอัตราส่วนต่างๆ ดังนี้ 0:3, 1:2, 2:1 และ 3:0 เปรียบเทียบกับดินโป่งจากธรรมชาติ พบว่าดินผสมเปลือกสับปะรดหมักด้วยยีสต์กับผงเปลือกหอยเผาป่นและเกลือแกง อัตรา 2: 1 เป็นดินโป่งเทียมที่สามารถดึงดูดผึ้งงานให้มาใช้ประโยชน์มากที่สุด และสูงกว่าดินโป่งจากธรรมชาติ ในการทดลองสุดท้ายได้ออกแบบสร้างชุดอุปกรณ์ Bee’s spa โดยนำสภาวะต่างๆ ที่เหมาะสมต่อการเข้าใช้ประโยชน์ของผึ้งมาเขียนโปรแกรมควบคุมด้วย Arduino โดยใช้เซ็นเซอร์แสง ความชื้น อุณหภูมิ ความเข้มข้นของแคลเซียมและโซเดียม จากนั้นนำโป่งดินเทียมสูตรที่ดึงดูดผึ้งได้มากที่สุดไปติดตั้งในพื้นที่เพาะเลี้ยงผึ้งบนพื้นที่สูงในช่วงฤดูแล้ง (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) เป็นเวลา 3 เดือน เปรียบเทียบกับชุดควบคุม พบว่าการใช้ชุดอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นจะช่วยให้ผึ้งงานมีกิจกรรมของเอนไซม์ acetylcholinesterase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีความสัมพันธ์กับระดับของความเครียดลดลง ทำให้ตายของผึ้งงานลดลง 4.4 เท่า และทำให้ผลผลิตถ้วยตัวอ่อน ถ้วยน้ำผึ้ง ถ้วยเกสรและไขผึ้งเพิ่มขึ้น 2.6, 1.9, 1.8 และ 1.7 เท่า ตามลำดับ โดยการได้รับแหล่งดินโป่งเทียมดังกล่าวไม่มีผลต่อคุณภาพของน้ำผึ้ง โครงงานนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งในการลดอัตราการตายของแมลงผสมเกสรในธรรมชาติ ช่วยเพิ่มผลิตผลจากผึ้งให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง