การศึกษาและพัฒนาสมบัติของบีดอัลจิเนตคอมโพสิตเพื่อใช้ในการกักเก็บและปลดปล่อยสารฟลาโวนอยด์

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

อนุวัฒน์ นามหมื่นไวย์, ปรีญาภัทร จันทร์ภิรมณ์, ศุภิสรา กองเกิด

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ยุวธิดา ปักโคทานัง, ประภากร บุญเสมอ

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนบุญวัฒนา

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2566

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถของบีดอัลจิเนตในการกักเก็บสารสกัดฟลาโวนอยด์จากหอมแดงและพัฒนาบีดอัลจิเนตร่วมกับการผสานด้วยวัสดุคอมโพสิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บและเพิ่มระยะเวลาในการปลดปล่อยสารฟลาโวนอยด์ให้มีสมบัติในการเป็นบีดปลดปล่อยสารแบบช้าโดยแบ่งการทดลองเป็นขั้นตอนสำคัญดังนี้ 1.การศึกษาตัวทำละลายที่เหมาะสมในการสกัดสารจากหอมแดงโดยใช้ฟลาโวนอยด์ ซึ่งพบว่า การสกัดด้วยน้ำจะให้ปริมาณฟลาโวนอยด์ที่สูงกว่าแบบหมักสกัดด้วยเอทานอล และการสกัดด้วยเอทานอลบริสุทธิ์จะให้ปริมาณฟลาโวนอยด์สูงกว่าเอทานอลที่ความเข้มข้น 75 และ 50 % v/v ในขั้นตอนที่ 2 เป็นการศึกษาผลของ coagulation fluid ต่อการขึ้นรูปบีดอัลจิเนตที่ความเข้มข้นต่างกัน พบว่าอัลจิเนตที่ความเข้มข้น 0.5, 1.0 และ 1.5% w/v สามารถขึ้นรูปบีดได้ เมื่อใช้สารละลาย coagulation fluid เป็น CaCl2 หรือสารละลายผสมของ CaCl2 กับ สารละลายไคโตซานโอลิโกเมอร์จากเปลือกกุ้ง และจากการศึกษาประสิทธิภาพของสารละลายอัลจิเนตที่ความเข้มข้น 0.5, 1.0 และ 1.5 มาผสมกับสารฟลาโวนอยด์ ที่สกัดได้จากหอมแดงโดยหยดลงใน coagulation fluid ที่เตรียมจากสารผสม CaCl2 : SOC ในอัตราส่วน 60:0 45:15 30:30 และ 15 : 45 mL พบว่าบีดอัลจิเนตที่หยดใน CaCl2 : SOC อัตราส่วน 60:0 45:15 กักเก็บฟลาโวนอยด์ได้ดีกว่าที่ 30:30 และ 15 : 45 mL และยังพบว่าความเข้มข้นของสารละลายอัลจิเนตก็ส่งผลต่อปริมาณการกักเก็บฟลาโวนอยด์ใ โดย 0.5 %w/v เก็บกักได้มากว่า 1.0 และ 1.5 %w/v ตามลำดับ และส่วนสุดท้ายเป็นการศึกษาและพัฒนาความสามารถในการกักเก็บฟลาโวนอยด์ โดยการศึกษาในส่วนของการเตรียมฟลาโวนอยด์อิมัลชัน เปรียบเทียบระหว่าง Tween 80 น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น และคลอโรฟิลล์ พบว่าปริมาณในการกักเก็บฟลาโวนอยด์จะขึ้นอยู่กับทั้งชนิดและอัตราส่วนของอิมัลซิไฟเออร์ และเช่นเดียวกับการศึกษาผลของพอลิเมอร์ที่นำมาใช้ในการทำบีดคอมโพสิต โดยการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างเพคติน และ เจลาตินนั้นจะขึ้นกับหลายปัจจัย ดังนั้นในการศึกษาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการกักเก็บสาร ฟลาโวนอยด์ยังต้องมีการศึกษาต่อไปอีกเพื่อให้สามารถทำบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำมากักเก็บและควบคุมการปลดปล่อยสารฟลาโวนอยด์เพื่อนำไปใช้งานให้หลากหลาย