การวางโมเดลธุรกิจเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าแบบSmart Grid ภาคครัวเรือนและการจัดการระดมทุนรูปแบบใหม่ (ICO: Initial Coin Offering)
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
พิชญา ปรมาเวศ
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
มนสิการ จันทร์สร้าง
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
การศึกษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยจากการจัดตั้งโครงการระดมทุนผ่าน Digital Token เพื่อลงทุนในใบรับรู้รายได้การขายกระแสไฟฟ้าล่วงหน้าจากครัวเรือนที่ติดตั้งโซล่าร์เซลล์ ผู้พัฒนา พิชญา ปรมาเวศ บทคัดย่อ: ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 45,477.87 เมกะวัตต์ โดยเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้ากว่า 65% ผลิตจากแก๊สธรรมชาติ อีก 25% ผลิตจากถ่านหิน และ 10% ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน และรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว และมาเลเซีย จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยใช้แก๊สธรรมชาติผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ปริมาณแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังลดลง ทำให้ในอนาคตจะพึ่งพาแก๊สธรรม ชาติได้น้อยลง หรืออาจต้องนำเข้าแก๊สธรรมชาติจากต่างประเทศเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่การใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศยังมีน้อย เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่หันมาให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียน เช่น แคนาดา สวีเดน เดนมาร์ก นิวซีแลนด์ ต่างผลิตไฟฟ้าจากลมและแสง อาทิตย์ได้มากกว่า 60% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ ดังนั้นการจัดการด้านพลังงานคือความท้าทายที่สำคัญ ในขณะที่ความต้องการด้านพลังงานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากการสรรหาแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เพื่อจัดการกับปัญหาการขาดแคลนพลังงานแล้ว การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือสิ่งที่ทุกเมืองทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ ในปี 2558 กระทรวงพลังงานจึงได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดของประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2579 เพราะเล็งเห็นว่า ระบบไฟฟ้ารูปแบบเดิมในปัจจุบันอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ดังนั้น จึงต้องการก้าวไปสู่โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความมั่นคงในระบบไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและบริหารจัดการ และรองรับไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งโครงการที่จะให้ครัวเรือนติดตั้งโซล่าร์เซล์ภาคประชาชนเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองจากแหล่งพลังงานสะอาด หากแต่มีน้อยครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ไม่ถึงเป้าหมายที่กระทรวงพลังงานได้ตั้งไว้ซึ่งปัญหาหลักคือการติดตั้งโวล่าร์เซลล์มีจะต้องมีการจมทุนเป็นระยะเวลานาน ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของแต่ละครัวเรือน เมื่อพิจารณาสถานการณ์พลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วผู้จัดทำโครงงานฯ เห็นโอกาสทางธุกิจสำหรับผู้ประกอบการ ที่จะประกอบธุรกิจด้านพลังงานที่จะสร้างประโยชน์ต่อภาคครัวเรือนและต่อประเทศไปพร้อม ๆ กัน ลดแรงเสียดทางที่จะต้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าของประเทศ โดยธุรกิจนี้มีจุดประสงค์ คือทำให้ครัวเรือนสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจจากการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ได้ ซึ่งจะส่งผลให้ครัวเรือนในพื้นที่เป้าหมายจำนวนมากติดตั้งโซล่าร์เซลล์ โดยโมเดลธุรกิจธุรกิจดังกล่าว คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ภาคครัวเรือนเพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างครัวเรือนที่ติดตั้งโซล่าร์เซลล์และครัวเรือนที่ต้องการใช้ไฟฟ้า โดยจะเป็นการซื้อขายแบบอัตโนมัติกล่าวคือผู้ซื้อขายไฟฟ้าไม่จำเป็นจะต้องส่งคำสั่งซื้อหรือขายหน่วยไฟฟ้า เพียงแค่กดเปิดสวิซต์อุปกรณ์ไฟฟ้าก็จะเป็นการซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือนข้างเคียงที่ติดตั้งโซล่าร์เซลล์แล้ว รายได้ของธุรกิจจะมาจากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อขายไฟฟ้า และต้นทุนของธุรกิจคือเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) โดยผู้จัดทำโครงงานฯ ได้ทำการศึกษาเทคโนโลยีที่ต้องนำมาใช้ในการวางระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ความเป็นไปได้ของโครงการในทางการตลาด (Marketing Feasibility) และในทางการเงิน (Financial Feasibility) การนำการระดมทุนรูปแบบใหม่ (ICO: Initial Coin Offering) มาใช้เป็นวิธีการระดมทุนเพื่อจัดตั้งโครงการ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยจะได้รับในการจัดตั้งโครงการ จากการศึกษาพบว่าโมเดลธุรกิจนี้มีความเป็นไปได้โดยมีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) อยู่ที่ 5.28 ปี มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 420,077,977 Baht และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) อยู่ที่ 31% และพบว่าการระดมทุนรูปแบบใหม่ (ICO: Initial Coin Offering) มาใช้เป็นวิธีการระดมทุนจะทำให้ต้นทุนทางการเงินที่น้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้สามารถขยายธุรพิจในอนาคตได้เร็วและครอบคลุมทั้งประเทศ ในทางเศรษฐกิจประเทศไทยจะสามารถลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงได้เทียบเท่ากับก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) 1,795.6 ล้านลูกบากศ์ฟุตต่อปีหรือเทียบเท่าเป็นมูลค่า 366.4 ล้านบาทต่อปี และจะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 106,063 แสนตันต่อปี