การศึกษาประสิทธิภาพสารดูดความชื้นจากเพคติน
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
ธีรภัทร์ กรีกูล, นันท์นภัส นิลรัตน์, ณัฏฐธิดา สร้อยเพชร
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
ณัฐพล กลิ่นพุฒ
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
จากการใช้สารดูดความชื้นในปัจจุบันได้แพร่หลายและนิยมเป็นอย่างมาก แต่สารจำพวกนี้บางชนิดอันตราย เช่น ซิลิกาเจลที่มีสารเคลือบเป็น Cobalt Chloride ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง อีกอย่างสารดูดความชื้นส่วนใหญ่ห้ามรับประทานและสัมผัสกับอาหารโดยตรงเด็ดขาด และยังผลิตจากกรรมวิธีทางเคมีทำให้ย่อยสลายได้ยากตามธรรมชาติ จึงได้แปรรูปเพคติน ซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติเป็นเม็ดบีดแล้วนำมาใช้ เพื่อทดแทนซิลิกาเจล เนื่องจากเพคตินมีสภาพเป็นขั้วสูงดูดความชื้นได้ดีจากการที่มีหมู่ฟังก์ชัน carboxyl hydroxyl และจากการศึกษาการดูดความชื้นของเม็ดบีดที่ขึ้นรูปจาก เพคตินเข้มข้น 3% w/v หยดลงสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ความเข้มข้น 1 M ,1.5 M และ 2 M จากนั้นนำเข้า โถเดซิเคเตอร์เพื่อดูดน้ำออกจนน้ำหนักคงที่แล้วเก็บรักษาในตู้ dry-cabinet ต่อไปนำออกมาชั่งหาค่าน้ำหนักเฉลี่ยของเม็ดบีดที่ขึ้นรูปได้ อย่างละ 40 เม็ด ขั้นตอนถัดไปเตรียมชุดทดลองประสิทธิภาพการดูดความชื้น โดยชั่งเม็ดบีดที่ขึ้นรูปทั้ง 3 ความเข้มข้น และซิลิกาเจล ให้น้ำหนักประมาณ 0.5 g แล้วจดบันทึกจุดค่าน้ำหนักเริ่มเป็นทศนิยมสี่ตำแหน่งเก็บไว้ ทดลองโดยใส่ในหลอดทดลองขนาดเล็ก แล้วใส่ในขวดเก็บสารขนาด 250 ml ผลการทดลองพบว่า ซิลิกาเจลดูดความชื้นได้ดีกว่าเม็ดบีดทั้ง 3 โดยเปอร์เซ็นการดูดความชื้น เป็น 17.0061 % โดยเฉลี่ยจากอัตราการดูดน้ำทั้งหมด แต่ในเม็ดบีดทั้ง 3 แบบ เพคตินที่ขึ้นรูปโดยสารละลายแคลเซียมคลอไรด์เข้มข้น 1.5 M จะมีเปอร์เซ็นดูดความชื้นมากที่สุด คือ 2.3464 % ซึ่งเฉลี่ยจากอัตราการดูดความชื้นทั้งหมดในเม็ดบีดที่ขึ้นรูปจาก แคลเซียมคลอไรด์ 1 ความเข้มข้น ซึ่งรองลงมา คือ เพคตินที่ขึ้นรูปโดยสารละลายแคลเซียมคลอไรด์เข้มข้น 1 M และ 2 M ได้เปอร์เซ็นการดูดความชื้นเป็น 2.015 % , 1.8942 % ตามลำดับ สรุปแล้วสารดูดความชื้นจากเพคตินมีอัตราการดูดความชื้นที่ต่ำกว่าซิลิกาเจล