การศึกษาประสิทธิภาพของน้ำหมักกระเทียมที่มีผลต่อการยับยั้งและควบคุมการเกิดเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus flavus ในหอมแดงและกระเทียมพันธุ์ศรีสะเกษ

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

แก้วตา อินหอม, ปิยะนุช ปุ่มทอง

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ศิฑา เทภูเขียว, ทัศนีย์ สมศรี

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนบ้านปราสาท

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2563

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง การศึกษาประสิทธิภาพของน้ำหมักกระเทียมที่มีผลต่อการยับยั้งและควบคุมการเกิดเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus flavus ในหอมแดงและกระเทียมพันธุ์ศรีสะเกษ สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มีที่มาและความสำคัญของปัญหาที่พบเจอในท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ ถึงแม้ลักษณะของผลผลิตหอม กระเทียมจะมีคุณภาพ แต่ก็ยังคงประสบปัญหาโรคเชื้อราดำที่ทำให้ผลผลิตเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งในระยะช่วงหลังการเก็บเกี่ยวหอม กระเทียมนี้ เกษตรกรและผู้บริโภค มักพบปัญหาหอม กระเทียมเน่าเสียหาย ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ได้แก่ โรคราดำ(Black Mold) ซึ่งเกิดจากเชื้อรในกลุ่ม Aspergillus flavus จะพบมีผงราสีดำขึ้น ระหว่างกาบหัวหรือระหว่างกลีบของหอม-กระเทียม เส้นใยจะมีหัวสีดำ ซึ่งฟุ้งกระจายได้ง่าย ต่อมาหัวหอม กระเทียมจะเน่าฝ่อและเสียหายหมด อีกทั้งโรคราดำยังกระทบถึงผู้บริโภค เช่นพิษต่อตับ สารชีวพิษจากรา ซึ่งเป็นพิษต่อตับที่สำคัญ ได้แก่ aflatoxins สารนี้ถูกสังเคราะห์โดยเชื้อรา Aspergillus flavus, Aspergillus parasiticus ฯลฯ ซึ่งพบได้ง่ายทั่วไปในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในอาหาร และผลิตผลทางการเกษตร

คณะผู้จัดทำโครงงานมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษากระบวนการทำน้ำหมักกระเทียมในการทดลองการยับยั้งและควบคุมการเกิดเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus flavus (2)เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของน้ำหมักกระเทียมที่มีผลต่อการยับยั้งและควบคุมการเกิดเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus flavus ในหอมแดงและกระเทียมพันธุ์ศรีสะเกษ (3) เพื่อเปรียบเทียบน้ำหมักกระเทียมที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งและควบคุมการเกิดเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus flavus ในหอมแดงและกระเทียมพันธุ์ศรีสะเกษ (4) เพื่อสร้างแนวทางในการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบการเกิดโรคราดำในหอมและกระเทียม

โดยได้มีการดำเนินการทดลองในการหาประสิทธิภาพดังนี้ การศึกษาลักษณะภายนอกของน้ำหมักกระเทียม 2 สูตร ได้แก่ สูตรที่ 1 ส่วนผสมประกอบไปด้วย กระเทียม 600 g และน้ำ 200 ml.สูตรที่ 2 ส่วนผสมประกอบไปด้วย กระเทียม 600 g น้ำ 200 ml. และกากน้ำตาล 200 ml. ผลการทดลองพบว่า น้ำหมักกระเทียมสูตรที่1 น้ำลดลงเพราะกระเทียมนั้นดูดซับน้ำ น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 2 น้ำเพิ่มขึ้นเนื่องจากกากน้ำตาลมีปฏิกิริยาการย่อยสลายกระเทียมให้กลายเป็นจุลินทรีย์จึงทำให้น้ำหมักสูตรที่ 2 มีปริมาณน้ำมากกว่าสูตรที่ 1

การทดลองการใช้น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 1 ที่เจือจางน้ำแต่ละอัตราส่วน ได้แก่ น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 1 เจือจางน้ำอัตราส่วน 1:1 น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 1 เจือจางน้ำอัตราส่วน 1:2 น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 1เจือจางน้ำอัตราส่วน 1:3 ผลการทดลองพบว่า สรุปได้ว่าการใช้น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 1 ที่เจือจางน้ำแต่ละอัตราส่วนพบเชื้อราที่กระเทียมและหอมทั้ง 3 วัน และมีการเจริญเติบโตเพิ่มมากขึ้น

การทดลองการใช้น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 2 ที่เจือจางน้ำแต่ละอัตราส่วน ได้แก่ น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 2 เจือจางน้ำอัตราส่วน 1:1 น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 2 เจือจางน้ำอัตราส่วน 1:2 น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 2เจือจางน้ำอัตราส่วน 1:3 ผลการทดลองพบว่า สรุปได้ว่าการใช้น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 2 ที่เจือจางน้ำแต่ละอัตราส่วน 1:1 และ 1:3 พบเชื้อราที่กระเทียมและหอมทั้ง 3 วัน และมีการเจริญเติบโตเพิ่มมากขึ้น แต่น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 2 เจือจางน้ำอัตราส่วน 1:2 ไม่พบเชื้อราที่กระเทียมและหอมทั้ง 3 วัน และไม่มีการเจริญเติบโตเพิ่มมากขึ้น

สรุปผลการทดลองหาประสิทธิภาพน้ำหมักกระเทียมที่มีผลต่อการยับยั้งและควบคุมการเกิดเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus flavus ในหอมแดงและกระเทียมพันธุ์ศรีสะเกษ มีการดำเนินการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของน้ำหมักกระเทียม พบว่า น้ำหมักกระเทียมสูตรที่ 2 ที่มีส่วนผสมของ กระเทียม น้ำเปล่า และกากน้ำตาล เจือจางน้ำอัตราส่วน 1:2 (น้ำกระเทียมสูตรที่ 2 ปริมาณ 50 มิลลิลิตร ผสมกับน้ำเปล่า 100 มิลลิลิตร) มีประสิทธิภาพในการยับยั้งและควบคุมการเกิดเชื้อราในหอมแดงและกระเทียมพันธุ์ศรีสะเกษได้เป็นอย่างดี โดยการสังเกตลักษณะภายนอกของกระเทียมและหอมแดงที่นำมาทดลองและนำมาเปรียบเทียบกันกับตัวทดลองในสูตรน้ำหมักกระเทียมและอัตราส่วนที่เจือจางแตกต่างกัน