รองเท้าอัจฉริยะ
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
พชรพร โกยแก้ว, ระพีพงศ์ ทองพัฒน์, ชนเนษฎ์ บุญฮก
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
ณพล มณีพงษ์
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
โครงงานเรื่องรองเท้าอัจฉริยะมีที่มาจากการที่ในปัจจุบันมีความต้องการการใช้พลังงานสูงขึ้นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปีพลังงานที่ใช้อยู่ เป็นพลังงานที่ได้จากฟอสซิลซึ่งปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลและเป็นมลพิษสูง ทางคณะผู้จัดทำได้เล็งเห็นความสำคัญและหาแนวทางคิดที่จะผลิตไฟฟ้าขึ้นมาทดแทน โดยที่พลังงานที่ผลิตได้เป็นพลังงานสะอาด จึงได้ทำให้เกิดโครงงานนี้ขึ้น โดยโครงงานมีจุดประสงค์เพื่อประดิษฐ์อุปกรณ์ทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลที่ทำให้เกิดโลกร้อนและเพื่อวัดค่าความแตกต่างในการสร้างแรงดันไฟฟ้า โดยมีกระบวนการทดลอง คือ นำแผ่นเพียโซอิเล็กทริกมาติดไว้ใต้พื้นรองเท้า แล้วทำการเหยียบอยู่กับที่เป็นจำนวน 10 , 20 , 30 , 40 , 50 , 60 , 70 , 80 , 90 และ 100 ครั้งตามลำดับแล้วบันทึกผลการทดลอง หลังจากทำการทดลองทั้งหมดก็มาหาค่าเฉลี่ยและวิเคราะห์ผลการทดลอง จึงได้ผลการทดลอง คือ ณ จำนวนครั้งในการเหยียบที่แตกต่างกันจะสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้แตกต่างกัน และวิเคราะห์ผลการทดลองได้ว่า ในการเหยียบจำนวน 100 ครั้งจะมีประสิทธิภาพในการสร้างแรงดันไฟฟ้าได้มากที่สุดโดยได้ดีกว่าในการเหยียบในจำนวนครั้งอื่นๆ และจากการทดลองสามารถสรุปผลได้ว่าจำนวนครั้งในการเหยียบที่แตกต่างกันจะมีประสิทธิภาพในการสร้างแรงดันไฟฟ้าได้แตกต่างกัน โดยถ้าต้องการแรงดันไฟฟ้าสูงสุด ควรใช้การเหยียบจำนวน 100 ครั้ง และอีกการทดลองคือ เพื่อศึกษาวงจรไฟฟ้าที่สร้างแรงดันไฟฟ้าได้แตกต่างกัน โดยมีกระบวนการทดลองดังนี้ นำแผ่นเพียโซอิเล็กทริกที่ต่อวงจรแบบขนานบนแผ่นรองเท้ามาต่อเข้ากับวงจรทวีแรงดันครึ่งคลื่นแบบ 2 เท่าและต่อเข้ากับอีกวงจรคือวงจรเร็กติไฟเออร์เต็มคลื่น จึงได้ผลการทดลอง คือ การต่อวงจรที่แตกต่างกันจะมีประสิทธิภาพในการสร้างแรงดันไฟฟ้าได้แตกต่างกัน และวิเคราะห์ผลการทดลองได้ว่า การต่อวงจรทวีแรงดันครึ่งคลื่นแบบ 2 เท่าสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้ 0.249 โวลต์และการต่อวงจรเร็กติไฟเออร์เต็มคลื่นสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้ถึง 0.556 โวลต์ และจากการทดลองสรุปได้ว่าวงจรเร็กติไฟเออร์เต็มคลื่นสามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้มากกว่าวงจรทวีแรงดันครึ่งคลื่นแบบ 2 เท่าอาจจะสามารถนำผลการทดลองที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการสร้างกระแสไฟฟ้าสำรองไว้ใช้