การพัฒนาระบบจัดการการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ป่าชายเลน บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก และอินเดีย เพื่อเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรและเตรียมพร้อมในการรับมือกับ ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต
- ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
ธนโชติ เทศกัณฑ์, ชูตระกูล นาคดี, ศุภกร สุรรัตน์
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์
ขุนทอง คล้ายทอง
- โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์
- ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์
บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์
ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่สำคัญและมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นแหล่งอาหารให้สัตว์ต่าง ๆ เป็นแนวป้องกันการกัดเซาะของชายฝั่ง อีกทั้งยังมีความสามารถในการ กักเก็บคาร์บอน
ได้มากกว่าป่าทั่วไปถึง 4 เท่า จึงทำให้ป่าชายเลนมีแนวโน้มที่จะมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของโลกอย่างมากในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่มีแนวโน้มในการเติบโตของตลาดโลกอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2020 ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีมูลค่าในตลาดโลก ราวๆ 12,000 ล้านบาท ในปี 2021 มีอัตราการเติบโตของตลาดโลกมากกว่าเดิมถึง 58% และมีการคาดการณ์ไว้ว่า ในปี 2030 ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะมีมูลค่าในตลาดโลกสูงถึง 750,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามในกระบวนการของการตรวจวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอนนั้น มีหลายขั้นตอนและยังมีต้นทุนที่สูง งานวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบจัดการการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ป่าชายเลน และใช้พื้นที่ป่าชายเลนบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและอินเดียเป็นพื้นที่ต้นแบบในการศึกษาและพัฒนา โดยในขั้นแรกทำการดึงข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของพื้นที่ที่สนใจ จากดาวเทียมสำรวจทรัพยากร Landsat8 และ THEOS จากนั้นใช้โปรแกรม google earth engine เขียนโปรแกรมพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ ที่สนใจ ร่วมกับการใช้ Machine learning และข้อมูลต่างๆที่สามารถวัดได้จากภาพถ่ายดาวเทียม เช่น ค่าการสะท้อนแสงของพืช ขนาดของพื้นที่ป่าชายเลน และชนิดของพืชพรรณ เป็นต้น จากนั้นแปรผลข้อมูลที่ได้ และนำเข้าสมการคำนวณการกักเก็บคาร์บอน แล้วจึงแสดงผลลัพท์ปริมาณการกักเก็บคาร์บอน และมูลค่าของคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ที่สนใจ จากนั้นคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต สิ่งที่คณะผู้จัดทำต้องการได้จากงานวิจัยในครั้งนี้ คือ ระบบจัดการการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่ป่าชายเลน ที่มีต้นทุนในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ต่ำ สูญเสียทรัพยากร เงิน และเวลาน้อยลง และสามารถเข้าถึงได้ง่ายตั้งแต่ระดับบุคคลทั่วไป จนไปถึงระดับองค์กร หรือรัฐบาล เพื่อเป็นส่วนช่วยในการส่งเสริมเศรษฐกิจการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายในประเทศ จนนำไปสู่การสร้างนโยบายด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกับความต้องการของโลก