การศึกษาเเละพัฒนาอุปกรณ์ผลิตกระเเสไฟฟ้าโดยใช้เฟืองทดเเรงรูปเเบบต่างๆ

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

กิตติภัค ยงไพศาล, วันชนะ มั่นแย้ม, เจษฎา จงรักษาวงศ์กุล

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ปิยะนุช เขียวอร่าม

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2564

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

กระแสไฟฟ้าเป็นสิ่งที่คอยขับเคลื่อนสิ่งต่างๆเพื่อให้ประโยชน์แก่มนุษย์ในปัจจุบันไม่ว่าจะในด้านใด

ก็ตามแต่ถ้าหากมองลึกลงไปจะเห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าเหล่านี้กําลังจะหมดไปเนื่องจากแหล่งผลิตหลักๆมาจาก

สิ่งที่ใช้แล้วหมดไป ทางคณะผู้จัดทําจึงได้คิดสิ่งที่จะนํามาทดแทนโดยนึกถึงอัตราทดของเฟืองนั่นก็คือ

ω1r1=ω2r2 โดยใช้ไดนาโมมาเป็นตัวรับกระแสไฟฟ้าซึ่งหลักการคือเมื่อมีการหมุนจะสร้างกระแสไฟฟ้าส่วนอีก

ด้านหนึ่งจะต่อกับมอเตอร์โดยใช้แบตเตอรี่แบบดิจิตอลเป็นตัวจ่ายกระแสไฟฟ้าโดยจะแบ่งการทดลองเป็นสอง

ขั้นตอนขั้นตอนที่ 1 หาชนิดที่เหมาะสมโดยจะทดลองกับเฟือง 3 ประเภทได้แก่ 1.เฟืองตรง 2.เฟืองเฉียง

3.เฟืองก้างปลา โดยออกแบบเฟืองในtinkercadมีเฟืองขานเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร และ 2 เซนติเมตร

ด้านหนึ่งต่อกับมอเตอร์อีกด้านต่อกับไดนาโม ซึ่งผลที่ได้คือเฟืองตรงสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากที่สุดอีก

ทั้งยังมีการสลับด้านต่อของมอเตอร์กับไดนาโมผลที่ได้คือ เฟืองขนาด6เซนติเมตรที่ต่อเข้ากับมอเตอร์เพื่อหมุน

เฟืองขนาด2เซนติเมตรสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าซึ่งเป็นไปตามสมการ ω1r1=ω2r2 เพราะไดนาโม

ผลิตกระแสไฟฟ้าจากจํานวนรอบต่อนาทีในตอนแรกเฟืองขนาด 6 เซนติเมตรมีก้านสามก้านยึดเส้นรอบวงกับ

จุดศูนย์กลางจึงเกิดการสั่นมากเลยเปลี่ยนมาเป็นแบบเฟืองตัน (เมื่อทดสอบแล้วสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้

มากกว่า) ขั้นตอนที่2 คือการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยเปรียบเทียบขนาดของเฟืองโดยใช้คู่ของเฟืองคือ

6 เซนติเมตร กับ 2 เซนติเมตร, 4 เซนติเมตร กับ 2 เซนติเมตร, 2 เซนติเมตร กับ 2 เซนติเมตร และ

1 เซนติเมตร กับ 2 เซนติเมตร ผลที่ได้คือคู่ของเฟือง 1 เซนติเมตร กับ 2 เซนติเมตรผลิตกระแสไฟฟ้าได้มาก

ที่สุดโดยที่มีความสัมพันธ์ว่าขนาดของคู่เฟืองแปรผกผันกับปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้และได้มีการทําเฟือง

แบบสองวงจรแต่ลูกปืนยังฝืดเกินไป มอเตอร์จ่ายกระแสไฟฟ้าได้น้อยและเฟืองที่เกิดจาก 3Dprinter หยาบ

เกินไปและสาเหตุที่ผลิตได้น้อยเกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากพลังงานไฟฟ้าไปเป็นพลังงานความร้อนของ

มอเตอร์