การวิเคราะห์ปริมาณโปรตีนในน้ำนมยูเอชทีและพาสเจอร์ไรส์

ชื่อนักเรียนผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

สิมญี่ริน เต้, ศิโรมณี เจริญชัย

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์

ทิพสุดา อินทสอน, เดชาธร บงค์บุตร

โรงเรียนที่กำกับดูแลโครงงานวิทยาศาสตร์

โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เลย

ปีที่จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2560

บทคัดย่อโครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณโปรตีนกับชนิดน้ำนมแต่ละชนิด ที่ส่งผลต่อคุณค่าทางอาหารให้กับผู้บริโภค โดยศึกษาชนิดน้ำนมจากร้านสวัสดิการโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เลย ซึ่งเป็นน้ำนมที่นักเรียนนิยมเลือกซื้อและบริโภคน้ำนมที่ผ่านการฆ่าเชื้อและพาสเจอร์ไรส์และยูเอชที ตัวอย่างละ 3 ชนิด ในการทดลองครั้งนี้ได้เลือกวิธีวิเคราะห์โปรตีนด้วยวิธีเจลดาห์ล ทำการทดลอง ณ ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งวิธีเจลดาห์ลมีหลักการว่า โปรตีนซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนต่างๆ เป็นสารอาหารชนิดเดียวที่มีธาตุไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ ดังนั้นวิธีการหาปริมาณโปรตีนในผลิตภัณฑ์อาหารจึงทำได้โดยการนำตัวอย่างผลิตภัณฑ์มาทำปฏิกิริยากับกรดซัลฟิวริกที่อุณหภูมิสูงจนไนโตรเจนในโปรตีนทั้งหมดเปลี่ยนรูปมาเป็นแอมโมเนียมซัลเฟต (NH3SO4) แล้วคำนวณธาตุไนโตรเจนที่ได้จากปริมาณของแอมโมเนียมซัลเฟต (NH3SO4) สูตรคำนวณ คือ %N = 1.401*(A-B)*C/W และ %P = %N*6.38 และวิเคราะห์ผล หาค่าเฉลี่ยปริมาณของชนิดน้ำนมตัวอย่าง

ผลการศึกษา พบว่า น้ำนมชนิด Fmu มีค่าเท่ากับ 2.403% มีปริมาณโปรตีนในน้ำนมมากที่สุด รองลงมาอันดับหนึ่ง คือ Tdmu มีค่าเท่ากับ 2.339% รองลงมาอันดับที่สอง คือ Fmp มีค่าเท่ากับ 2.318% รองลงมาอันดับที่สาม คือ Mjp มีค่าเท่ากับ 2.297% รองลงมาอันดับที่ คือ Kku มีค่าเท่ากับ 2.169% และมีปริมาณโปรตีนในน้ำนมน้อยที่สุด คือ Dmp มีค่าเท่ากับ 2.148% และหาความสัมพันธ์ของปริมาณโปรตีนในน้ำนมกับปริมาณไนโตรเจน ทั้งหมด 3 ชนิด พบว่า ปริมาณโปรตีนในน้ำนมแปรผันโดยตรงกับปริมาณไนโตรเจน กล่าวคือ ถ้าปริมาณไนโตรเจนมากทำให้ปริมาณโปรตีนมาก และถ้าปริมาณไนโตรเจนน้อยทำให้ปริมาณโปรตีนน้อย และการศึกษาครั้งต่อไปนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายควรเลือกวิเคราะห์ข้อมูลการทดลองด้วยวิธีสถิติขั้นสูง คือ การวิเคราะห์คามแปรปรวน (ANOVA) ซึ่งสามารถวิเคราะห์ความแตกต่างของประชากรได้มากกว่า 2 ประชากร